การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

กฟผ. มุ่งรักษาสมดุลด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัยที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น (Best Available Technology) มาใช้ในการดำเนินงาน รวมถึงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) สู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)  

ในฐานะหน่วยงานของรัฐด้านพลังงาน กฟผ. สนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไทยตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เพื่อตอบสนองเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก (Nationally Determined Contribution: NDC) ซึ่งวางเป้าหมายการลดก๊าซ
เรือนกระจกร้อยละ 30 – 40 ภายในปี 2573 โดยปี 2568 กฟผ. ได้กำหนดเป้าหมายและผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว ดังนี้ 

เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินงาน
● ลดก๊าซเรือนกระจกระดับมาตรการตาม NDC 7.50 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ● ลดก๊าซเรือนกระจกระดับมาตรการตาม NDC 11.32 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์

นโยบายการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

กฟผ. ประกาศนโยบายการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งองค์การเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2550 และมีการปรับปรุงนโยบายฯ เรื่อยมา โดยครั้งล่าสุดในปี 2561 ซึ่งเป็นการปรับปรุงเพื่อให้มีแนวทาง
การดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับสากล รวมถึงนโยบายของประเทศ ดังนี้ 

  1. มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้า โดยใช้เทคโนโลยีที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนระยะยาวการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ปี 2561 – 2573
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
  2. พัฒนาเครือข่ายการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้า
  3. ส่งเสริม พัฒนาการดำเนินการตามมาตรการ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของ กฟผ. ทั่วทั้งองค์การ
  4. ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  5. สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตลาดคาร์บอน

ในปี 2568 กฟผ. สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับมาตรการภาคพลังงานของประเทศไทยได้ 11.32 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ จาก 3 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการ
ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า และมาตรการเกณฑ์มาตรฐานและติดฉลากอุปกรณ์เบอร์ 5  

ผลการลดก๊าซเรือนกระจกระดับมาตรการในความรับผิดชอบของ กฟผ. ปี 2566 – 2568
มาตรการปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก (tCO2)
ปี 2568*ปี 2567ปี 2566
มาตรการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน3,315,3042,891,4452,950,811
มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า3,895,4734,015,1854,252,093
มาตรการเกณฑ์มาตรฐานและติดฉลากอุปกรณ์ เบอร์ 54,105,3393,238,5142,114,821
รวม11,316,11610,467,0809,646,748

หมายเหตุ * ผลการลดก๊าซเรือนกระจก ปี 2568 เป็นผลการประเมินเบื้องต้น

นอกจากนี้ กฟผ. ได้ดำเนินการมาตรการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จ เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับมาตรการภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลด
การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการก่อสร้างและการผลิตวัสดุ

มาตรการปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก (tCO2)
ปี 2568*ปี 2567ปี 2566
มาตรการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จ 317,841321,936329,023

หมายเหตุ * ผลการลดก๊าซเรือนกระจก ปี 2568 เป็นผลการประเมินเบื้องต้น

เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์การ

ในปี 2564 กฟผ. ประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (EGAT Carbon Neutrality) พร้อมตั้งเป้าหมายระยะสั้นในการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่
ผลิตได้ (Greenhouse Gas Emissions Intensity หรือ GHG Emissions Intensity) ในปี 2573 ลงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีฐาน (ปี 2564) และกำหนดเป้าหมายระยะยาวมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
ในปี 2593

แผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. 

ในปี 2568 กฟผ. จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ปี พ.ศ. 2569 – 2573 ซึ่งพัฒนามาจากแผนระยะยาวการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ปี 2561 – 2573 เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. รวมถึงนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศในปัจจุบันที่มีความท้าทายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศ (NDC) และการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์การ โดยมีเป้าหมาย ดังนี้ 

  1. ลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรการภาคพลังงานตามแผน NDC ไม่น้อยกว่า 14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ในปี 2573  
  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์การด้วยการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ (GHG Emissions Intensity) ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในปี 2573 
    เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 

แผนดังกล่าวดำเนินงานผ่านกลยุทธ์หลัก 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) ติดตามและประเมินผลก๊าซเรือนกระจก (2) เสริมสร้างศักยภาพการมีส่วนร่วมและความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (3) เตรียมความพร้อมการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจก และ (4) พัฒนาหรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องมือและกลไกในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์การ เครือข่ายและพันธมิตร ภาคส่วนพลังงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง 

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกให้เข้มข้นขึ้น ด้วยการวางเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ซึ่ง กฟผ. ได้ติดตามการเปลี่ยนผ่านนโยบายของประเทศจาก Carbon Neutrality สู่ Net Zero Emissions อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อนำมาประกอบการกำหนดเป้าหมายและจัดทำ Roadmap สำหรับใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนองค์การสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน 

โครงสร้างการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

กฟผ. จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากสายงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่กำกับดูแลการถ่ายทอดนโยบาย ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน
อย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้กองบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลด้านก๊าซเรือนกระจกขององค์การ ทำหน้าที่ในระดับปฏิบัติการร่วมกับทุกหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนให้นโยบายการดำเนินงานบรรลุผลและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ EGAT Carbon Neutrality เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย EGAT Carbon Neutrality ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชัดเจน และเป็นรูปธรรม 

มาตรการการจัดซื้อจัดจ้างที่ช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กฟผ. ให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างที่ช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบัน โดยได้ประกาศนโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement Policy) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านการสนับสนุนการใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความสำคัญต่อการดำเนินงานตามมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่มีบทบาทในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์การ กฟผ. จึงจัดตั้งมาตรการเกณฑ์มาตรฐานและติดฉลากอุปกรณ์เบอร์ 5 เพื่อกระตุ้นและจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดย กฟผ. ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลและรายงานปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการดังกล่าวเป็นประจำทุกปี 

นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโครงการที่สำคัญ เพื่อเป็นช่องทางสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถเลือกแนวทางการมีส่วนร่วมได้อย่างหลากหลายและเหมาะสม ดังนี้ 

1. โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)

กฟผ. ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภายในประเทศ  

ในปี 2568 กฟผ. ดำเนินการต่ออายุโครงการ T-VER โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง และโครงการระบบผลิตไฟฟ้ากังหันลมลำตะคอง ขนาด 2×12 เมกะวัตต์ จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงขอการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนคลองตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีปริมาณคาร์บอนเครดิต
ที่คาดว่าจะได้รับการรับรอง จำนวน 28,177 และ 9,952 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามลำดับ นอกจากนี้ กฟผ. ยังอยู่ระหว่างดำเนินการขึ้นทะเบียนโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) พื้นที่เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1,025 ไร่ และพื้นที่เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก จำนวน 8,758 ไร่ เป็นโครงการ 
T-VER อีกด้วย 

2. โครงการ EGAT Green Credit

การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนด้วยการต่อยอดเป็นอีกแขนงธุรกิจ นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้พลังงานสีเขียวคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่มที่สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน กฟผ. จึงพัฒนาการซื้อขายใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates: REC) และคาร์บอนเครดิตตามกลไกโครงการลดก๊าซ
เรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เป็นธุรกิจสีเขียวภายใต้ชื่อ EGAT Green Credit โดยให้บริการรับรอง REC กับโรงไฟฟ้าในประเทศไทย (Thailand Local Issuer) ตามมาตรฐานของ The International Tracking Standard Foundation (I-Track Foundation) เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 

ในปี 2568 กฟผ. ให้บริการขึ้นทะเบียนโรงไฟฟ้าตามมาตรฐาน I-Track Foundation และให้การรับรองใบรับรอง REC รวมกว่า 5.92 ล้าน RECs อีกทั้งยังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดให้บริการอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff แบบที่ 1: UGT1) 
เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว โดยกำหนดอัตรา UGT1 เป็นส่วนเพิ่มจากค่าไฟฟ้าตามปกติ ทั้งนี้ ค่าส่วนเพิ่มดังกล่าวจะเรียกเก็บเฉพาะผู้ที่ใช้ไฟฟ้า UGT1 เท่านั้น 
ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป  UGT1 นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญในการให้บริการไฟฟ้าสะอาดพร้อมด้วยกระบวนการรับรองแหล่งที่มาภายใต้มาตรฐานสากล และเป็นครั้งแรกของไทยในการ
ให้บริการไฟฟ้าและการรับรองไฟฟ้าสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ

3. กองทุนนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมทำความเย็น (EGAT Cooling Innovation Fund: CIF)

กองทุนนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมทำความเย็นมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมที่ยั่งยืน และผลักดันตลาดไปสู่เทคโนโลยีการทำความเย็นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง โดยใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ มีระยะเวลาดำเนินกองทุนตั้งแต่ 1 เมษายน 2564 ถึง 30 มิถุนายน 2568 โดย กฟผ. ได้ออกแบบแผนงานเชิงกลยุทธ์ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การฝึกอบรมและการศึกษา (Training & Education) โครงการสาธิตและนำร่อง (Demonstration and Pilots) ความปลอดภัยและมาตรฐาน (Safety and Standard) และการบริหารจัดการความรู้และการสื่อสาร (Knowledge Management and Communication) 

ตลอดระยะเวลาการดำเนินกองทุนกว่า 3 ปี กองทุน CIF ได้สนับสนุนเงินทุนกว่า 190 ล้านบาท ให้กับหน่วยงานและโครงการต่าง ๆ ก่อให้เกิดการขยายเครือข่ายนวัตกรรมทำความเย็นสีเขียว และสามารถ
ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 46,670 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นของไทยเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนประเทศไทยบรรลุ
เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 

4. กองทุนนวัตกรรมสารทำความเย็นสีเขียว กฟผ. (EGAT Greenova Cool Fund: EGAT GCF)  

ภายหลังสิ้นสุดการดำเนินงานของกองทุนนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมทำความเย็น (EGAT Cooling Innovation Fund: CIF) ในเดือนมิถุนายน 2568 กฟผ. ได้นำเงินคงเหลือจากกองทุน CIF มาบริหารจัดการและจัดตั้งเป็นกองทุนนวัตกรรมสารทำความเย็นสีเขียว (EGAT Greenova Cool Fund: EGAT GCF) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการดำเนินงานกองทุน CIF ในการสนับสนุนและ
ส่งเสริมการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมด้านการทำความเย็นที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2570  

การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

ด้วยประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอันยาวนาน ในปี 2568 กฟผ. ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
สมัยที่ 30 (COP30) ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล โดยเข้าร่วมในกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) บริเวณ Thailand Pavilion เพื่อนำเสนอแนวทางและผลงานการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
ของ กฟผ. ในหัวข้อ From Funding to Impact: Cooling Innovation for a Climate-Safe Future และ From Coal to Clean: Driving Mae Moh Towards a Sustainable Low-Carbon City นับเป็นการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนานาประเทศในการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ส่งมอบคุณค่าสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม 

ผลการดำเนินงานและการติดตามประสิทธิผลด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

กฟผ. ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์การ ตามแนวทางของ Greenhouse Gas Protocol และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อติดตามและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยมีการทวนสอบข้อมูลและกระบวนการเก็บข้อมูล (Verification) จากผู้ทวนสอบภายนอก ตามมาตรฐาน GRI Standards เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของผลการประเมิน นอกจากนี้ กฟผ. ได้นำข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์การมากำหนดตัวชี้วัดด้าน
สิ่งแวดล้อม ในการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) สำหรับการติดตามและประเมินประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรขององค์การ และล่าสุดในปี 2568 กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond: SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ซึ่งเชื่อมโยงเงื่อนไขทางการเงินกับตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน ได้แก่ การลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ (GHG Emissions Intensity) นับเป็นการใช้กลไกทางการเงินในการขับเคลื่อนองค์การสู่ความยั่งยืน  

จากการติดตามและประเมินผลประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พบว่า กฟผ. มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2568 (ขอบเขต 1 ขอบเขต 2 และขอบเขต 3) รวม 126,366,275.50 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และสำหรับการประเมินความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ (GHG Emissions Intensity)
จะอ้างอิงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากแหล่งกำเนิดในขอบเขต 1 และขอบเขต 2 เท่านั้น พบว่า ในปี 2568 กฟผ. มีการผลิตไฟฟ้าสุทธิ 61,951,830.87 กิโลวัตต์-ชั่วโมงปริมาณปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดในขอบเขต 1 และขอบเขต 2 รวมทั้งสิ้น 32,744,170.04 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) คิดเป็นความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงาน
ไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ เท่ากับ 0.5285 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ลดลงร้อยละ 4.57 จากปีฐาน 

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ.
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญตามขอบเขตการควบคุมการดำเนินงาน
(Operational Control Approach)
ปี 2568
(tCO2eq)
ปี 2567
(tCO2eq)
ปีฐาน 2564
(tCO2eq)
ขอบเขต 1 (Scope 1)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากกิจกรรมขององค์การ
– การเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้า
– การใช้ยานพาหนะขององค์การ
– การทำเหมืองถ่านหิน
– การปล่อย CO2 ในกระบวนการกำจัด SO2 (FGD)
– การใช้ SF6 ในการดับ Arc ระบบไฟฟ้าแรงสูง
32,738,568.0834,875,864.1333,746,562.47 
ขอบเขต 2 (Scope 2)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน
– การใช้ไฟฟ้าจากภายนอก
5,601.969,595.749,698.52
ขอบเขต 3 (Scope 3)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ
93,622,105.46 91,448,577.2284,045,739.42 
หมวดหมู่ที่ 1 : การซื้อสินค้าและบริการ
– วัสดุ/อุปกรณ์สิ้นเปลืองที่ใช้ภายในองค์การ
31,113.18 3/ 2,064.32 2/ 146.66 1/ 
– การใช้น้ำประปา754.28  852.67634.38
หมวดหมู่ที่ 3 : กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน
– ต้นทางของเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า กฟผ. 
4,689,254.335,403,996.44 ไม่มีข้อมูล
– ต้นทางของเชื้อเพลิงรถยนต์ขององค์การ3,584.88 3,784.33
– การซื้อไฟฟ้าเพื่อใช้ในองค์การ1,106.051,894.58
– การซื้อไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายต่อ88,893,373.67 4/86,034,295.47 4/84,044,958.39
หมวดหมู่ที่ 5 : ของเสียที่เกิดจากกิจกรรมภายในองค์การ2,919.07 5/1,082.07 5/ไม่มีข้อมูล
หมวดหมู่ที่ 7 : การเดินทางของพนักงาน
– รถบริการรับส่งพนักงาน
– 6/607.35ไม่มีข้อมูล
รวม126,366,275.50126,334,019.09117,802,000.41

หมายเหตุ
– ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดใช้ค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential)  จาก Global Warming Potential Values 100 Years – the IPCC’s Sixth Assessment Report (AR6) 
– ขอบเขต 2 ใช้ค่า Emission Factor ที่อ้างอิงจาก EF CFO (TGO) ซึ่งได้รวมพลังงานไฟฟ้าที่สูญเสียในระบบสายส่ง (Transmission Loss) แล้ว 
– ก๊าซที่รวมอยู่ในการคำนวณค่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 1, 2 และ 3) ได้แก่ CO2, CH4, N2O, HFCs, PFCs, และ SF6  สำหรับ NF3 ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ กฟผ. 
– ปี 2564 ได้รับเลือกให้เป็นปีฐานเนื่องจากเป็นปีที่ กฟผ. ประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ.2050 
– 1/ รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 3 หมวดหมู่ที่ 1 เฉพาะกระดาษ A4  
– 2/ รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 3 หมวดหมู่ที่ 1 เพิ่มเติมรวม 21 รายการ 
 –3/ รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 3 หมวดหมู่ที่ 1 เพิ่มเติมรวม 22 รายการ 
– 4/ คำนวณโดยใช้ค่า CO2 Intensity ต่อไฟฟ้าที่ผลิตได้ (แยกรายเชื้อเพลิง) ของปี 2567 
– 5/ข้อมูลปริมาณของเสียเฉพาะโรงไฟฟ้าแม่เมาะ พระนครเหนือ พระนครใต้ น้ำพอง วังน้อย บางปะกง กระบี่ และจะนะ 
– 6/ เปลี่ยนรถบริการพนักงานเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด 

ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีฐาน
รายการปี 2568
(kgCO2/kWh)
ปีฐาน 2564
(kgCO2/kWh)
ร้อยละที่ลดลงจากปีฐาน
ค่าความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ 
(GHG Emissions Intensity) 
0.52850.5538-4.57

หมายเหตุ เฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2    

ความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้
ขอบเขต / กิจกรรมปี 2568
(kgCO2eq/kWh)
ปี 2567
(kgCO2eq/kWh)
ปีฐาน 2564
(kgCO2eq/kWh)
ขอบเขต 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากกิจกรรมขององค์การ
การเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้า0.52850.52250.5536
การใช้ยานพาหนะขององค์การ
การทำเหมืองถ่านหิน
การปล่อย CO2 ในกระบวนการกำจัด SO2 (FGD)
การใช้ SF6 ในการดับ Arc ระบบไฟฟ้าแรงสูง
ขอบเขต 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน
การใช้ไฟฟ้าจากภายนอก0.00010.00020.0002

หมายเหตุ  
– พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้สุทธิของ กฟผ. ปี 2568 เท่ากับ 61,951,830.87 กิโลวัตต์-ชั่วโมง  
– พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้สุทธิของ กฟผ. ปี 2567 เท่ากับ 66,745,355,802 กิโลวัตต์-ชั่วโมง 
– พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้สุทธิของ กฟผ. ปี 2564 เท่ากับ 60,954,769,827 กิโลวัตต์-ชั่วโมง 

การปรับตัวและการรับมือเรื่องสภาพภูมิอากาศ

กฟผ. ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น  ในขณะเดียวกันก็ยังมีความจำเป็นในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน  
จึงมีการเตรียมความพร้อมและปรับตัวรับความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อองค์การและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนี้ 

แผนการเปลี่ยนผ่าน ปรับตัว และรับมือในเรื่องสภาพภูมิอากาศ

กฟผ. กำหนดแผน EGAT Carbon Neutrality ซึ่งประกอบด้วยกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกที่หลากหลาย พร้อมยกระดับการวางแผนและยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจก นำองค์การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ด้วยกลยุทธ์ Triple S ซึ่งประกอบด้วย

S1 – การจัดการตั้งแต่ต้นกำเนิด (Sources Transformation)

กฟผ. มุ่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกรองรับพลังงานหมุนเวียน โดยมีโครงการหลัก คือ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ. จำนวน 17 โครงการ กำลังผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ ซึ่งมีแผนเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายในปี 2573 อีกทั้งยังมีโครงการ Solar Farm แม่เมาะ ระยะที่ 1 จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดกำลังผลิตสุทธิ 38.5 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่งไฟฟ้าของเหมืองแม่เมาะที่ใช้ในกิจกรรมการทำเหมือง โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ โครงการฯ ได้ดำเนินการทดสอบและขนานระบบผลิตไฟฟ้าชุดแรก (First Synchronization) เข้าระบบไฟฟ้าเหมืองแม่เมาะ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเต็มกำลังการผลิต ภายในไตรมาสแรกของปี 2569 

ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอาจมีความผันผวนและส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. จึงพัฒนาโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) 
รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและคาดการณ์ได้ยากจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยมีการจัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center: REFC) เพื่อวางแผนพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และจัดตั้งศูนย์สั่งการการดำเนินการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center: DRCC) เชื่อมต่อกับระบบของ กฟน. และ กฟภ. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการตอบสนองทางด้านโหลดในภาพรวมของประเทศ รวมถึงปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น (Flexible Power Plant) เพื่อให้สามารถเพิ่มและลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักได้อย่างทันท่วงที เมื่อพลังงานหมุนเวียนมีการเปลี่ยนแปลง มีการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydro Plant) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบ
ก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen Energy Storage System: HESS) เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนในระบบผลิตไฟฟ้า และกักเก็บพลังงานในช่วงเวลาที่ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกิน
ความต้องการของระบบและจ่ายคืนในช่วงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้า อีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล Big Data/Data Analytics กับผู้ให้บริการระบบไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีอื่น ๆ อาทิ Flexible Generation Virtual Power Plant (VPP) และแพลตฟอร์มสำหรับ Energy Trading Platform (ETP) โดยในระยะยาว กฟผ. มีแผนจะเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าในภูมิภาค (Grid Connectivity) เพื่อสร้างความสมดุล 3 ปัจจัย คือ ความมั่นคง ราคาเหมาะสม และความยั่งยืน ผ่านการบูรณาการการใช้ทรัพยากรร่วมกันในภูมิภาค  

นอกจากนี้ กฟผ. ยังดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและใช้ไฟฟ้าภายในองค์การ อาทิ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ด้วยระบบ Active Boiler Condition Monitoring System 
และการปรับปรุงคุณภาพกังหันก๊าซ (L-gas Tuning) ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ส่งผลให้มีการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าน้อยลง โดยยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณเท่าเดิม 

กฟผ. แสวงหาแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติ โดยได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจน
ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของ กฟผ. จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ รวมทั้งศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ และพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด และต้นทุนที่แข่งขันได้ โดยมีการจัดทำรายงานการศึกษาเบื้องต้น (Initial Study Report) ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งเรื่องเทคโนโลยี ต้นทุน การคัดเลือกสถานที่ตั้ง ทรัพยากรบุคคล กรอบกฎหมายและการกำกับดูแล และแผนงานพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมีการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์แก่ผู้เกี่ยวข้อง 

S2 – การดูดซับเก็บกักคาร์บอน (Sink Co-creation)

กฟผ. อยู่ระหว่างการศึกษาการนำเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) มาใช้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. โดยใช้โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นกรณีศึกษา ทั้งนี้ การศึกษาฯ ได้พิจารณาผลกระทบจากการติดตั้งระบบดักจับคาร์บอนทั้งด้านกายภาพ ประสิทธิภาพ และเศรษฐศาสตร์ พร้อมทั้งดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาการนำคาร์บอน
มาทำปฏิกิริยากับวัตถุพลอยได้ภายในโรงไฟฟ้า เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีแผนศึกษาศักยภาพการ
กักเก็บคาร์บอนในแหล่งใต้ผิวดินบริเวณพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินบะซอลต์ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการภายในปี 2569 โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปแนวทางการ
พัฒนาโครงการฯ ภายในปี 2570

S3 – กลไกการสนับสนุนโครงการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Support Measures Mechanism)

กฟผ. มุ่งเน้นให้คนไทยทุกคนได้มีส่วนร่วมในการลดการใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าได้ในคราวเดียวกัน โดยดำเนินโครงการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าและโครงการ
ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนา EV Business Solutions ได้แก่ สถานีอัดประจุไฟฟ้า “EleX by EGAT” แอปพลิเคชัน “EleXA” เพื่อค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้า และ “EGAT Wallbox” ซึ่งเป็น Home Charger ขนาดเล็ก รวมถึงระบบ “BackEN” ซึ่งเชื่อมโยงระบบที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อให้การบริหารจัดการในภาพรวม
เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  

ความเสี่ยง โอกาส และนัยทางการเงิน

กฟผ. ยังคงมีความจำเป็นในการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหิน เพื่อรักษาความมั่นคงและสมดุลราคาพลังงานของประเทศ เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ. เป็นเจ้าของและ
เดินเครื่องอยู่ในปัจจุบันเพียงแห่งเดียว มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำ หากหยุดเดินเครื่องทันที จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทุกภาคส่วน  

แม้ว่าแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินจะทยอยลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านถ่านหินของโลกปรับตัวด้วยการลดราคาเชื้อเพลิงถ่านหินของโลกลง แต่เหมืองแม่เมาะอาจไม่ได้รับผลโดยตรง เนื่องจากราคาถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะใช้ในปัจจุบันไม่ได้อิงกับราคาตลาดโลกและมีราคาต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ราคาถ่านหินจากเหมืองแม่เมาะมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในการทำเหมืองและปริมาณการผลิตถ่านหินที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยมีค่าสูงขึ้น  

นอกจากนี้ มาตรการด้านคาร์บอนยังส่งผลต่อโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 15 เนื่องจากหลายประเทศได้มีมาตรการงดปล่อยเงินกู้ให้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้กระบวนการพิจารณาประกวดราคาผู้รับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีผู้ยื่นข้อเสนอมาน้อยราย จำเป็นต้องมีการพิจารณาประกวดราคาถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้โครงการก่อสร้างล่าช้าและไม่สามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้ตามกำหนดการเดิม ส่งผลให้ ปี 2569 กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาของโรงไฟฟ้าแม่เมาะจะลดลงจาก 2,220 เมกะวัตต์ เหลือ 1,140 เมกะวัตต์ ซึ่งทำให้มีการใช้ปริมาณถ่านหินลดลงจากปีละ 14 – 15 ล้านตัน เหลือ 6 – 7 ล้านตัน ส่งผลให้ปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะลดลง เช่นเดียวกันกับรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ รวมถึงการสูญเสียโอกาสในการลงทุน
สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า โดยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาใช้โรงไฟฟ้าเดิมซึ่งมีการปรับปรุงเพื่อยืดอายุการใช้งาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ อย่างไรก็ตาม การยืดอายุโรงไฟฟ้าเดิมจะยังคงใช้ถ่านหินต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้าสูง เมื่อเทียบกับการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้าใหม่ 

สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 และที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21
สิงหาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้ (1) เลื่อนแผนการปลดเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 และ 11 จากวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2574 หรือจนกว่าการปรับปรุงเครื่องที่ 12 และ 13 จะแล้วเสร็จ และ (2) ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 12 และ 13 พร้อมเลื่อนแผนการปลดออกไปจนถึงปี 2591 (โดยจะหยุดเดินเครื่องชั่วคราว ไม่จ่ายไฟเข้าระบบระหว่างการ
ปรับปรุงในช่วงปี 2569–2574) เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและลดผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน 

ด้วยตระหนักถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการทำเหมืองแม่เมาะและภายหลังสิ้นสุดการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กฟผ. จึงมีการศึกษาและวางแผนการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน ทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังจะปลดออกจากระบบในอนาคต เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำสูบกลับ รวมถึงโอกาสในการเปลี่ยนโรงไฟฟ้าถ่านหินให้เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษกิจและสังคมในพื้นที่ต่อไป 

รายจ่ายการลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเภทการลงทุนสัดส่วนการลงทุนเทียบกับงบประมาณการลงทุนทั้งหมด (ร้อยละ)
การค้นหา การสำรวจ การได้มา และพัฒนาแหล่งสำรองใหม่26.65
พลังงานจากพลังงานทดแทน5