การจัดการคุณภาพอากาศ
การปล่อยมลสารทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังความร้อน อาทิ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่นละออง ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเพิ่มปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง ดังนั้น กฟผ. จึงให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอากาศและมลพิษที่อาจเกิดขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรอบ
| เป้าหมายปี 2567 | ผลการดำเนินงาน |
| ● ควบคุมการปลดปล่อยมลสารที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) และฝุ่นละออง ไม่เกินกว่าค่าควบคุมที่กำหนด | ● ควบคุมการปล่อยมลสารที่สำคัญได้ตามเป้าหมาย |
| ● ควบคุมประสิทธิภาพการทำงานของระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulfurization: FGD) ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะทุกหน่วยผลิต ให้มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 93 | ● ควบคุมประสิทธิภาพการทำงานของระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะทุกหน่วยผลิตได้ตามเป้าหมาย |
| ● ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ (Best Available Technology) เพื่อปล่อยมลสารให้น้อยที่สุด ในทุกโครงการใหม่นับตั้งแต่วันจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ตั้งแต่ปี 2562 | ● ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ในทุกโครงการใหม่ที่มีวันจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2562 ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 1 และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ ชุดที่ 4 ที่ใช้ระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนด้วยระบบ Dry Low NOX Burner กรณีใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และใช้ Water Injection กรณีใช้น้ำมันดีเซลเป็น เชื้อเพลิง รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 14 ที่ใช้ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) อุปกรณ์ดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator: ESP) และ ระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (Dry Low NOX Burner และระบบ Selective Catalytic Reduction: SCR) |
การบริหารจัดการ
กฟผ. มุ่งมั่นบริหารจัดการควบคุมปริมาณการปล่อยมลสารจากปล่องโรงไฟฟ้า ไม่ให้เกินค่าควบคุมและเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปน
ในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานผลิต ส่ง หรือจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2547 และมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้า ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 รวมทั้งมีการตรวจวัดฝุ่นละออง PM 2.5 จากปล่องระบายมลสาร การควบคุมประสิทธิภาพการทำงานของระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะทุกหน่วยผลิต และ
การใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ เพื่อปล่อยมลสารให้น้อยที่สุด
ระบบการติดตามตรวจสอบมลสารทางอากาศจากปล่องโรงไฟฟ้าแบบอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) ถูกนำมาใช้ในการตรวจวัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) และฝุ่นละออง (Particulate Matter: PM) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อควบคุมคุณภาพอากาศจากการผลิตไฟฟ้า ให้เป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมายและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยรายงานผลการตรวจวัดแบบต่อเนื่องต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบ ผ่านจอแสดงผลการตรวจวัด ป้ายประกาศหน้าโรงไฟฟ้า และเว็บไซต์โรงไฟฟ้าของ กฟผ.
นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปอย่างต่อเนื่อง (Ambient Air Quality Monitoring Station: AAQMS) ตลอด 24 ชั่วโมง และการตรวจวัดแบบครั้งคราว ปีละ 2 ครั้ง ในบริเวณพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เพื่อเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปของชุมชน โดยตรวจวัดฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate: TSP) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM-10) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และรายงานผลการตรวจวัดต่อชุมชนโดยรอบ หากผลการตรวจวัดมีแนวโน้มที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน ระบบการตรวจวัดจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังโรงไฟฟ้า เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที
ข้อมูลปริมาณการปล่อยมลสารทางอากาศจะถูกเก็บรวบรวมเพื่อใช้ในการบริหารจัดการต่อไป โดย กฟผ. มีการเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณความเข้มข้นก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และฝุ่นละออง (PM) ที่ระบายออกจากปล่องโรงไฟฟ้า กฟผ. จำนวน 8 โรงไฟฟ้า และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณปริมาณการระบายมลสารในหน่วยของตันต่อปี และปริมาณการปล่อยมลสารทางอากาศต่อ 1 พันหน่วยของพลังงานไฟฟ้าสุทธิ (Pollutant Intensity) ในหน่วยกิโลกรัมต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง โดย กฟผ. ดำเนินการเก็บข้อมูลจริง จำนวน 2 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลการเดินเครื่อง (Power Plant Service Hours) และพลังงานไฟฟ้ารวมที่ผลิตได้ (Gross Generation) และ (2) ข้อมูลปริมาณการระบายมลสาร (Pollutant Emission Quantity Data) ซึ่งข้อมูลปริมาณการระบายมลสาร
ดังกล่าวประกอบด้วย
1. การเก็บข้อมูลจากระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศจากปล่องโรงไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง (CEMS) ที่ติดตั้งบริเวณปล่องโรงไฟฟ้า เป็นระบบการตรวจวัดปริมาณการปล่อยมลสารจริงจากปล่องโรงไฟฟ้าอย่าง
ต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อเป็นการติดตามตรวจสอบปริมาณการปลดปล่อยมลสารจากปล่อง โดยค่าที่ได้เป็นค่าที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าค่าที่ได้จากวิธีการเก็บตัวอย่างด้วยวิธีอื่น ๆ เนื่องจากเป็นการเก็บตัวอย่างตามสถานะการเดินเครื่องจริง ซึ่งโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นเพียงโรงไฟฟ้าเดียวที่ใช้ข้อมูลจากระบบ CEMS เนื่องจากข้อมูลมีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน
2. การเก็บข้อมูลด้วยวิธี Stack Sampling เป็นการเก็บข้อมูลปริมาณการปล่อยมลสารจริงจากปล่องโรงไฟฟ้า ความถี่ปีละ 2 ครั้ง และนำมาใช้เป็นตัวแทนข้อมูลปริมาณการปลดปล่อยมลสารตลอดทั้งปี
ซึ่งข้อมูลปริมาณความเข้มข้นของก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ฝุ่นละอองรวม (PM) ปริมาณก๊าซออกซิเจน (O2), และอัตราไหลก๊าซ (Flow Rate) ที่ได้ จะเก็บข้อมูล
ที่สถานะการเดินเครื่องอย่างน้อยร้อยละ 80 ของการเดินเครื่องเต็มกำลัง (Full Load)

สำหรับการติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพการดำเนินงาน กฟผ. ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของการทำงานของระบบ CEMS ของโรงไฟฟ้าทั้ง 8 โรง ปีละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่าข้อมูลการตรวจวัดที่ได้มีความถูกต้องแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีการรายงานผลการดำเนินการด้านคุณภาพอากาศต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมติดตามตรวจสอบการดำเนินงานและพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชน ทั้งคณะกรรมการไตรภาคีและอนุกรรมการไตรภาคี พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมแก่หน่วยงานของรัฐและ
หน่วยงานอนุญาตตามกฎหมาย เป็นประจำทุก 6 เดือน
ปริมาณการปล่อยมลสารจากโรงไฟฟ้าของ กฟผ.
หมายเหตุ ปริมาณไฟฟ้ารวมที่ใช้สำหรับการคำนวณ SO2 Intensity , NOx Intensity และ PM Intensity คือ 61,953,338.07 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh)
