การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

การผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการและสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน ถือเป็นภารกิจหลักของ กฟผ. เพื่อสนับสนุนและผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้ความมุ่งมั่น
ที่จะรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น (Best Available Technology) โดยในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศได้รับการสนับสนุน
อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ แต่อย่างไรก็ตาม กฟผ. ยังคงต้องรักษา
ความมั่นคงของระบบ รวมถึงสมดุลด้านราคาของพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศไปพร้อมเพรียงกัน

ในฐานะหน่วยงานของรัฐด้านพลังงาน กฟผ. สนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไทยตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เพื่อตอบสนองเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกภายหลังปี 2563 (Nationally Determined Contribution: NDC)
ที่วางเป้าหมายไว้ร้อยละ 30-40 ภายในปี 2573 โดยปี 2567 กฟผ. มีเป้าหมายและผลการดำเนินงาน ดังนี้

เป้าหมายปี 2567 ผลการดำเนินงาน
● ลดก๊าซเรือนกระจกระดับมาตรการตาม NDC 6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์● ลดก๊าซเรือนกระจกระดับมาตรการตาม NDC 10.46 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ (ค่าคาดการณ์)

นโยบายการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

กฟผ. ประกาศใช้นโยบายการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งองค์การตั้งแต่ปี 2550 และมีการปรับปรุงนโยบายฯ ครั้งล่าสุดในปี 2561 เพื่อให้มีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย
ระดับสากลและนโยบายระดับประเทศ ดังนี้
1. มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้า โดยใช้เทคโนโลยีที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนระยะยาวการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ปี 2561 – 2573
และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
2. พัฒนาเครือข่ายการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้า
3. ส่งเสริม พัฒนาการดำเนินการตามมาตรการ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของ กฟผ. ทั่วทั้งองค์การ
4. ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
5. สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตลาดคาร์บอน

กฟผ. สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 10.46 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้สำเร็จจาก 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ
การผลิตไฟฟ้า มาตรการเกณฑ์มาตรฐานและติดฉลากอุปกรณ์เบอร์ 5 และมาตรการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ ในคอนกรีตผสมเสร็จ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ผลการลดก๊าซเรือนกระจกระดับมาตรการในความรับผิดชอบของ กฟผ. ปี 2565 – 2567
มาตรการปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก (tCO2)
ปี 2567*ปี 2566ปี 2565
มาตรการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน2,891,4452,950,8113,426,834
มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า4,015,1854,252,0933,493,782
มาตรการเกณฑ์มาตรฐานและติดฉลากอุปกรณ์ เบอร์ 53,238,5142,114,8211,364,615
มาตรการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จ321,936329,023ไม่มีข้อมูล**
รวม10,467,0809,646,7488,285,231

หมายเหตุ * ผลการลดก๊าซเรือนกระจก ปี 2567 เป็นผลการประเมินเบื้องต้น เนื่องจากมีกำหนดรับการทวนสอบจากคณะกรรมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ในเดือนกรกฎาคม 2568
                 ** ปี 2565 ไม่มีข้อมูลมาตรการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากเริ่มประเมินผลตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป

เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในปี 2564 กฟผ. ประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะสั้น ในปี 2573 โดยมีความเข้มข้นของ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ (Greenhouse Gas Emissions Intensity หรือ GHG Emissions Intensity) ลดลงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีฐาน (ปี 2564) และกำหนดเป้าหมายระยะยาวมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593

แผนระยะยาวการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

กฟผ. จัดทำแผนระยะยาวการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ปี 2561 – 2573 มีรายละเอียดการบริหารจัดการสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อรองรับการดำเนินงานตาม
เป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศ (NDC) และบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์การ โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ
(2) ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้าใจ การรับรู้ และความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (3) ยุทธศาสตร์การเป็นหน่วยงานกลางด้านการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคผลิตไฟฟ้า และ (4) ยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์การ เครือข่ายและพันธมิตร ภาคส่วนพลังงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกให้เข้มข้นขึ้นด้วยการวางเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality: CN) และกำหนดให้ประเทศต้องบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายใน
ปี 2593 กฟผ. ได้ติดตามการเปลี่ยนผ่านนโยบายของประเทศจาก NDC สู่ CN อย่างใกล้ชิด โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนการดำเนินงานการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อนำมาประกอบการวางเป้าหมาย CN และการจัดทำ EGAT Carbon Neutrality Roadmap สำหรับใช้เป็นทิศทางการดำเนินงานขับเคลื่อนองค์การสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

โครงสร้างการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

กฟผ. จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากสายงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่กำกับดูแลการถ่ายทอดนโยบาย ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน
อย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้กองบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลด้านก๊าซเรือนกระจกขององค์การโดยเฉพาะ ทำหน้าที่ในระดับปฏิบัติการร่วมกับ
ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนให้นโยบายการดำเนินงานบรรลุผลและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ EGAT Carbon Neutrality เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ถึงเป้าหมาย EGAT Carbon Neutrality ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชัดเจน และเป็นรูปธรรม

มาตรการการจัดซื้อจัดจ้างที่ช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กฟผ. ให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างที่ช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบัน โดยได้ประกาศนโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(Green Procurement Policy) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านการสนับสนุนการใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์การ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า กฟผ. จึงจัดตั้งมาตรการเกณฑ์มาตรฐานและติดฉลากอุปกรณ์เบอร์ 5 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีส่วนร่วมในเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก โดย กฟผ. ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลและรายงานปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการดังกล่าวทุกปี นอกจากมาตรการต่าง ๆ แล้ว กฟผ. ยังมีการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโครงการที่สำคัญ สามารถสนับสนุนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยหลากหลายแนวทาง ดังนี้

1. โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)

กฟผ. ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER) เพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกและตลาดคาร์บอนเครดิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2567 กฟผ. ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก
และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำรางชลประทาน-เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 137,979 และ 4,143 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามลำดับ และได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 จังหวัดขอนแก่น เป็นโครงการ T-VER โดยมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะลดได้ 22,860 คาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการขึ้นทะเบียนโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นโครงการ T-VER โดยมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะดูดกลับได้ 973 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีอีกด้วย

2. โครงการ EGAT Green Credit

การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนด้วยการต่อยอดเป็นอีกแขนงธุรกิจ นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้พลังงานสีเขียวคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่มที่สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน กฟผ. จึงพัฒนาการซื้อขายใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates: REC) และคาร์บอนเครดิตตามกลไกโครงการลดก๊าซ
เรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เป็นธุรกิจสีเขียวภายใต้ชื่อ EGAT Green Credit โดยให้บริการรับรอง REC กับโรงไฟฟ้าในประเทศไทย (Thailand Local Issuer) ตามมาตรฐานของ The International Tracking Standard Foundation (I-Track Foundation) เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน ส่งผลดีต่อการบรรเทาสภาวะโลกรวนและ
การบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

ในปี 2567 กฟผ. ให้บริการขึ้นทะเบียนโรงไฟฟ้าในประเทศไทยตามมาตรฐาน I-Track Foundation และให้การรับรอง REC กับโรงไฟฟ้า แล้วทั้งสิ้น 7,496,809 ล้าน RECs และได้รับมอบหมายให้เป็น
หน่วยงานหลักตามแนวนโยบายของกระทรวงพลังงานในการพัฒนา Utility Green Tariff (UGT) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการหลักของประเทศในการส่งเสริมให้เกิดการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน
เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศในปี 2593  

3. กองทุนนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมทำความเย็น (EGAT Cooling Innovation Fund: CIF)

กองทุนนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมทำความเย็น (EGAT Cooling Innovation Fund) หรือ กองทุน CIF จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีการทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ (Natural Refrigerant) ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น มีระยะเวลาดำเนินกองทุนตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ถึงเดือนมิถุนายน 2568 โดยมีขอบเขตการสนับสนุนและมาตรการที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและขับเคลื่อนภาคส่วนที่ต้องการการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี โดยออกแบบแผนงานเชิงกลยุทธ์ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่

(1) ด้านการฝึกอบรมและการศึกษา (Training and Education) กระจายความรู้และเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ครูช่าง บุคลากรครู ช่างผลิต ช่างซ่อมบำรุง รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้ทราบถึงองค์ความรู้ใหม่ในการจัดการสารทำความเย็นที่ติดไฟได้อย่างปลอดภัย โดยดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในการปรับปรุงศูนย์ฝึกอบรมเดิมและจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมใหม่ จำนวน 17 ศูนย์ ทั่วประเทศ สามารถฝึกอบรมครูช่างและช่างฝีมือได้กว่า 600 คน ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน

(2) ด้านโครงการสาธิตและโครงการนำร่องเทคโนโลยี (Demonstration and Pilots) สนับสนุนโครงการผ่านหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ

  • โครงการสาธิตตู้แช่เย็นพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้กองทุนนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมทำความเย็น
  • โครงการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนหรือติดตั้งระบบทำความเย็นแบบ Water-loop Cooling System ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ
  • โครงการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนหรือติดตั้งตู้แช่เชิงพาณิชย์ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ
  • โครงการส่งเสริมการใช้ตู้แช่เย็นแสดงสินค้าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ
  • โครงการส่งเสริมการใช้ตู้เย็นฉลากเบอร์ 5 ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ
  • โครงการส่งเสริมกระบวนการจัดการซากเครื่องปรับอากาศและสารทำความเย็นอย่างถูกวิธี
  • โครงการพัฒนาระบบทำความเย็นที่ใช้แอมโมเนียเป็นสารทำงานร่วมกับการกักเก็บความเย็นด้วยสเลอร์รีน้ำแข็งสำหรับโรงเรือนปลูกพืชอุณหภูมิต่ำในแนวตั้ง
  • โครงการพัฒนาระบบทำความเย็นที่ใช้แอมโมเนียเป็นสารทำงานร่วมกับการกักเก็บความเย็นที่มีสารเปลี่ยนสถานะชนิดพาราฟินสำหรับเสริมการลดอุณหภูมิโรงเรือนปลูกพืชแบบพลาสติกใส
  • โครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับระบบปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสาธิตและโครงการนำร่องเทคโนโลยีภายในพื้นที่ กฟผ. เช่น

  • โครงการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับระบบปรับอากาศศูนย์เครื่องจักรกลท่าทุ่งนา
  • โครงการพัฒนาระบบทำความเย็นแบบอัดไอที่ใช้น้ำเป็นสารทำงาน
  • โครงการสาธิตระบบกักเก็บพลังงานความเย็นด้วยน้ำแข็งร่วมกับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับบริหารจัดการพลังงานเพื่อการทำความเย็นของอาคารคาร์บอนใกล้ศูนย์ ภายในอาคารบล็อกประสานโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
  • ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับระบบทำความเย็นจากสารทำความเย็นธรรมชาติในพื้นที่เขตเขื่อนของ กฟผ.

(3) ด้านความปลอดภัยและมาตรฐาน (Safety and Standard) สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านความปลอดภัย และการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ เช่น การสนับสนุนห้องทดสอบผลิตภัณฑ์ของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (สฟอ.) เพื่อรองรับการทดสอบตู้แช่เชิงพาณิชย์ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ
และรับรองผลิตภัณฑ์ที่จะออกสู่ตลาด

(4) ด้านการบริหารจัดการความรู้และการสื่อสาร (Knowledge Management and Communication) สนับสนุนให้มีการรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้จากการดำเนินงานของกองทุน CIF และแหล่งต่าง ๆ
และนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและสนใจ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์ หนังสือคู่มือ และคลิปวิดีโอ

ทั้งนี้ จากการดำเนินการของกองทุน คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมที่ลดได้จากการดำเนินกองทุนฯ ประมาณ 40,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเครื่อง
ปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นของไทยเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ตามที่ได้แสดงเจตจำนงไว้ในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26)

การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

ด้วยประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกมาอย่างยาวนาน ในปี 2567 กฟผ. ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  สมัยที่ 29 (COP29) ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน โดยเข้าร่วมในกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) บริเวณ Thailand Pavilion เพื่อนำเสนอแนวทางและผลงานการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. ตลอดจนเป้าหมาย EGAT Carbon Neutrality ในปี 2593 ผ่านกลยุทธ์ Triple S ที่ กฟผ. ดำเนินการ โดยนำเสนอในหัวข้อ Energy Transition towards Carbon Neutrality และ Compressed Biomass Board: Products to Fight Global Warming นับเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนานาประเทศในการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ส่งมอบคุณค่าสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม

ผลการดำเนินงานและการติดตามประสิทธิผลด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

กฟผ. ประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมขององค์การ อ้างอิงตามมาตรฐาน ISO 14064-1 : 2018 เพื่อติดตามและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยจ้างผู้ทวนสอบซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระจากภายนอกเข้ามาทวนสอบข้อมูล (Verification) ตลอดจนกระบวนการเก็บข้อมูล นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์การมากำหนดตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม
ในการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรขององค์การควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผลจากการติดตามและประเมินผลประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พบว่า กฟผ. มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567 (ขอบเขต 1 ขอบเขต 2 และขอบเขต 3) รวม 126,334,019.09 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.24 จากปีฐาน เนื่องจากมีการเพิ่มข้อมูลกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 ในส่วนของการประเมินความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ (Greenhouse Gas Emission Intensity of Electricity Production) ซึ่งอ้างอิงจากการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมขององค์การตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 เฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการปล่อยฯ ประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 เท่านั้น พบว่า ในปี 2567 กฟผ. มีการผลิตไฟฟ้าสุทธิ 66,745,355,802
กิโลวัตต์-ชั่วโมง ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 รวมทั้งสิ้น 34,885,441,870 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นความเข้มข้นฯ เท่ากับ 0.5227 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ลดลงร้อยละ 5.62 จากปีฐาน

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. [305-1] [305-2] [305-3]
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญตามขอบเขตการควบคุมการดำเนินงาน
(Operational Control Approach)
ปี 2567
(tCO2eq)
ปี 2566
(tCO2eq)
ปีฐาน 2564
(tCO2eq)
ขอบเขต 1 (Scope 1) / ประเภทที่ 1 (Category 1)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากกิจกรรมขององค์การประกอบด้วยกิจกรรม:
– การเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้า
– การใช้ยานพาหนะขององค์การ
– การทำเหมืองถ่านหิน
– การปล่อย CO2 ในกระบวนการกำจัด SO2 (FGD)
– การใช้ SF6 ในการดับ Arc ระบบไฟฟ้าแรงสูง
34,875,864.1334,677,066.5933,174,230.37
ขอบเขต 2 (Scope 2) / ประเภทที่ 2 (Category 2)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานประกอบด้วยกิจกรรม :
– การใช้ไฟฟ้าจากภายนอก
9,595.7414,264.849,698.52
ขอบเขต 3 (Scope 3) / ประเภทที่ 4 (Category 4)  
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ
91,448,577.2284,214,776.3084,045,739.42* 
หมวดหมู่ที่ 1 : การซื้อสินค้าและบริการ
– กระดาษ A4/เทปกาว/ปากกาไวท์บอร์ด/แฟ้มเอกสาร/ตลับหมึก/ถุงขยะ/ถุงมือผ้า/
กระดาษชำระ/ลวดเชื่อม/คลอรีน/แปรงถ่าน/สายพาน/แบตเตอรี่/ผ้าซับมัน/bearing/
packing/O-ring/contact cleaner/solvent
2,064.321,879.35146.66
– การใช้น้ำประปา852.67813.31634.38
หมวดหมู่ที่ 3 : กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน
– ต้นทางของเชื้อเพลิงที่ใช้ในองค์กร
5,409,675.355,446,566.62ไม่มีข้อมูล
– การซื้อไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย86,034,295.47**78,758,126.5984,044,958.39
หมวดหมู่ที่ 5 : ของเสียที่เกิดจากกิจกรรมภายในองค์การ1,082.07***5,874.94ไม่มีข้อมูล
หมวดหมู่ที่ 7 : การเดินทางของพนักงาน
-รถบริการรับส่งพนักงาน
607.351,515.50ไม่มีข้อมูล
รวม126,334,019.09118,906,107.7397,983,756.71

หมายเหตุ
–  ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดใช้ค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential) จาก Global Warming Potential Values 100 Years – the IPCC’s Sixth Assessment Report (AR6)
–  ขอบเขต 2 / ประเภทที่ 2 ใช้ค่า Emission Factor ที่อ้างอิงจาก EF CFO (TGO) ซึ่งได้รวมพลังงานไฟฟ้าที่สูญเสียในระบบสายส่ง (Transmission Loss) ไปเรียบร้อยแล้ว
–  ก๊าซที่รวมอยู่ในการคำนวณค่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 1, 2 และ 3 / ประเภทที่ 1, 2 และ 4) ได้แก่ CO2, CH4, N2O, HFCs, PFCs, และ  SF6 สำหรับ NF3 ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ กฟผ.
–  ปี 2564 ได้รับเลือกให้เป็นปีฐานเนื่องจากเป็นปีที่ กฟผ. ประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ.2050
– * เฉพาะการปล่อยฯ จากกิจกรรมการใช้กระดาษ A4 การใช้น้ำประปา และการซื้อไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย เท่านั้น
– ** คำนวณโดยใช้ค่า CO2 Intensity ต่อไฟฟ้าที่ผลิตได้ของปี 2566
-*** ข้อมูลปริมาณของเสียเฉพาะโรงไฟฟ้าแม่เมาะ พระนครเหนือ พระนครใต้ น้ำพอง วังน้อย บางปะกง กระบี่ และจะนะ

ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปีฐาน [305-4]
รายการปี 2567
(kgCO2/kWh)
ปีฐาน 2564
(kgCO2/kWh)
ร้อยละที่ลดลงจากปีฐาน
ค่าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้0.52270.55385.62

หมายเหตุ เฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2    

ความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้
ขอบเขต / กิจกรรมปี 2567
(kgCO2eq/kWh)
ปี 2566
(kgCO2eq/kWh)
ปีฐาน 2564
(kgCO2eq/kWh)
ขอบเขต 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากกิจกรรมขององค์การ
การเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้า0.52250.51220.5536
การใช้ยานพาหนะขององค์การ
การทำเหมืองถ่านหิน
การปล่อย CO2 ในกระบวนการกำจัดSO2 (FGD)
การใช้ SF6 ในการดับ Arc ระบบไฟฟ้าแรงสูง
ขอบเขต 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน
การใช้ไฟฟ้าจากภายนอก0.00020.00020.0002

หมายเหตุ  
– พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้สุทธิของ กฟผ. ปี 2567 เท่ากับ 66,745,355,802 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
– พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้สุทธิของ กฟผ. ปี 2566 เท่ากับ 67,703,742,326 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
– พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้สุทธิของ กฟผ. ปี 2564 เท่ากับ 60,954,769,827 กิโลวัตต์-ชั่วโมง

การปรับตัวและความพร้อมในการรับมือเรื่องสภาพภูมิอากาศ

กฟผ. ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นในขณะเดียวกันก็ยังมีความจำเป็นในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานจึงมีการเตรียมความพร้อมและปรับตัวรับความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อองค์การและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนี้

แผนการเปลี่ยนผ่าน ปรับตัว และรับมือในเรื่องสภาพภูมิอากาศ

กฟผ. กำหนดแผน EGAT Carbon Neutrality ซึ่งประกอบด้วยกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกที่หลากหลาย พร้อมยกระดับการวางแผนและยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจก นำองค์การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปีเดียวกับประเทศไทย คือปี 2593 ด้วยกลยุทธ์ Triple S ซึ่งประกอบด้วย

S1 – การจัดการตั้งแต่ต้นกําเนิด (Sources Transformation)
กฟผ. มุ่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน เพื่อพึ่งพาตนเองโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาสูง โดยมีโครงการหลักคือ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ. โดยโครงการล่าสุดที่จ่ายไฟเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 จังหวัดขอนแก่น กำลังผลิตติดตั้งรวม 24 เมกะวัตต์ สนับสนุนนโยบายรัฐในการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในระบบ ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอาจก่อให้เกิดความผันผวนในการผลิตและส่งไฟฟ้า ส่งผลต่อความมั่นคงทางระบบไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. จึงได้พัฒนาระบบ Grid Modernization ซึ่งเป็นการปรับปรุงระบบไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเสริมให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่น รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและคาดการณ์ได้ยากจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast Center) เพื่อวางแผนพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และจัดตั้งศูนย์สั่งการการดำเนินการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center) เชื่อมต่อกับระบบของ กฟน. และ กฟภ. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการตอบสนองทางด้านโหลดในภาพรวมของประเทศ

สำหรับโรงไฟฟ้าหลัก กฟผ. ได้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น (Flexible Power Plant) เพื่อให้สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักได้อย่างทันท่วงที เมื่อพลังงานหมุนเวียนมีการเปลี่ยนแปลง และมีการนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) มาใช้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydro Plant) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen Energy Storage System: HESS) เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนในระบบผลิตไฟฟ้า และกักเก็บพลังงานในช่วงเวลาที่ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกินความต้องการของระบบและจ่ายคืนในช่วงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล Big Data/Data Analytics กับผู้ให้บริการระบบไฟฟ้ารวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีอื่น ๆ อาทิ Flexible Generation Virtual Power Plant (VPP) และแพลตฟอร์มสำหรับ Energy Trading Platform (ETP)

ในระยะยาว กฟผ. มีแผนที่จะเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าในภูมิภาค (Grid Connectivity) เพื่อสร้างความสมดุล 3 ปัจจัย คือ ความมั่นคง ราคาเหมาะสม และความยั่งยืน โดยบูรณาการการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ในภูมิภาค รวมถึงมีการศึกษาวิจัยการใช้พลังงานทางเลือก เช่น การใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าในอนาคต จะเห็นได้ว่า S ตัวที่หนึ่งนี้ เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลของความมั่นคงทางพลังงานกับความเป็นกลางทางคาร์บอนได้เป็นอย่างดี

S2 – การดูดซับเก็บกักคาร์บอน (Sink Co-creation)
กฟผ. ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการนำเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) มาใช้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ.

S3 – กลไกการสนับสนุนโครงการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Support Measures Mechanism)
S ตัวสุดท้ายนี้ กฟผ. มุ่งเน้นให้คนไทยทุกคนได้มีส่วนร่วมในการลดการใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้าได้ในคราวเดียวกัน ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี โดย กฟผ. ได้ยกระดับค่าประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้าผ่านการติดดาวในฉลาก เพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าพัฒนาประสิทธิภาพให้มากขึ้น และโครงการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนา EV Business Solutions ได้แก่ สถานีอัดประจุไฟฟ้า “EleX by EGAT” แอปพลิเคชัน “EleXA” เพื่อค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้า และ “EGAT Wallbox” ซึ่งเป็น Home Charger ขนาดเล็ก รวมถึงระบบ “BackEN” ซึ่งเชื่อมโยงระบบที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อให้การบริหารจัดการในภาพรวมเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ กฟผ. ยังสนับสนุนโครงการเสริมสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Bio-Circular-Green Economy (BCG) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ สู่ชั้นบรรยากาศ

ความเสี่ยง โอกาส และนัยทางการเงิน

กฟผ. ยังคงมีความจำเป็นในการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหิน เพื่อรักษาความมั่นคงและสมดุลราคาพลังงานของประเทศ เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ. เป็นเจ้าของและ
เดินเครื่องอยู่ในปัจจุบันเพียงแห่งเดียว มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ หากหยุดเดินเครื่องทันที จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศสูงขึ้น และ
ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทุกภาคส่วน

แม้ว่าแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินจะทยอยลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านถ่านหินของโลกปรับตัวด้วยการลดราคาเชื้อเพลิงถ่านหินของโลกลง แต่เหมืองแม่เมาะอาจไม่ได้รับผลโดยตรง เนื่องจากราคาถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะใช้ในปัจจุบันไม่ได้อิงกับราคาตลาดโลกและมีราคาต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง ราคาถ่านหินจากเหมืองแม่เมาะยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในการทำเหมือง และปริมาณการผลิตถ่านหินที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม กฟผ. มีแนวโน้มที่จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินลดลงในอนาคต เนื่องจาก ณ สิ้นปี 2568 กฟผ. มีแผนหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8-13
ซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญารวม 1,620 เมกะวัตต์ และเริ่มเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 15 ขนาดกำลังการผลิตตามสัญญา 600 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
ทำให้ใช้ปริมาณถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าลดลง และในปี 2569 กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาของโรงไฟฟ้าแม่เมาะจะลดลงจาก 2,220 เมกะวัตต์ เหลือเพียง 1,200 เมกะวัตต์ ทำให้มีการใช้ถ่านหิน
ลดลง จากเดิมที่ใช้ประมาณปีละ 14–15 ล้านตัน เหลือเพียง 6–7 ล้านตัน

ทั้งนี้ มาตรการด้านคาร์บอนส่งผลต่อโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 15 เนื่องจากหลายประเทศมีมาตรการงดปล่อยเงินกู้ให้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในกระบวนการพิจารณาประกวดราคาหาผู้รับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงมีผู้ยื่นข้อเสนอมาน้อยราย ทำให้ต้องมีการพิจารณาประกวดราคาถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้าและไม่สามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้ตามกำหนด นอกจากนี้ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงที่สำคัญ เนื่องจากหากนานาประเทศเริ่มกำหนดและใช้มาตรการด้านคาร์บอนมากขึ้น อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินของ กฟผ. ได้

ด้วยตระหนักถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการทำเหมืองแม่เมาะและภายหลังสิ้นสุดการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กฟผ. จึงมีการศึกษาและวางแผนการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน ทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังจะปลดออกจากระบบในอนาคต เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำสูบกลับ รวมถึงโอกาสในการเปลี่ยนโรงไฟฟ้าถ่านหินให้เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษกิจและสังคมในพื้นที่ต่อไป

รายจ่ายการลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเภทการลงทุนสัดส่วนการลงทุนเทียบกับงบประมาณการลงทุนทั้งหมด (ร้อยละ)
การค้นหา การสำรวจ การได้มา และพัฒนาแหล่งสำรองใหม่อยู่ในช่วงศึกษาความเหมาะสมโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าไฮโดรเจน
การขยายเหมืองถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณร้อยละ 30 จากแผนผลิตถ่าน Phase 6
พลังงานจากพลังงานทดแทน (จำแนกตามประเภทของพลังงานทดแทน)อยู่ในช่วงศึกษาความเหมาะสมโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าไฮโดรเจน
เทคโนโลยีเพื่อกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากบรรยากาศและวิธีแก้ไขปัญหาแบบอิงธรรมชาติเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในช่วงศึกษา Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS)
ความคิดริเริ่มในการวิจัยและการพัฒนาซึ่งสามารถรับมือกับความเสี่ยงขององค์กรที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในช่วงศึกษานำเสนองานวิจัย