การจัดการพลังงาน

การมีอยู่อย่างจำกัดของทรัพยากรด้านพลังงาน อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินลิกไนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก ส่งผลให้ กฟผ. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งภายในและภายนอกองค์การ อีกทั้งยังเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน พัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และโครงการข่ายไฟฟ้าที่มีความทันสมัย รองรับการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อส่งมอบพลังงานสะอาดและยั่งยืนให้กับประเทศและคนรุ่นหลังต่อไป 

เป้าหมายปี 2567 ผลการดำเนินงาน
● อัตราการใช้ความร้อนเฉลี่ยโรงไฟฟ้า (Net Heat Rate) โดยพิจารณาประเมินผลการดำเนินงานในภาพรวมของ กฟผ. และกำหนดค่าเป้าหมายตาม Guaranteed Heat Rate Curve ของแต่ละโรงไฟฟ้าของ กฟผ.● มีผลการดำเนินงานด้อยกว่าค่าเป้าหมาย เนื่องจากตรวจพบความสูญเสียในกระบวนการผลิตไฟฟ้าผ่านระบบ Performance Monitoring โดย กฟผ. ได้ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขอุปกรณ์
ที่เสียหาย พร้อมติดตามผลการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าของ กฟผ.
ให้สามารถเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามสมรรถนะของโรงไฟฟ้า

การบริหารจัดการ

กฟผ. กำหนดให้สายงานรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง เป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการบริหารเชื้อเพลิง เพื่อผลิตและจัดหาเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจด้านเชื้อเพลิงและธุรกิจเกี่ยวเนื่องของกลุ่ม กฟผ. ควบคู่กับสายงานรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้าที่รับผิดชอบกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.

การผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า กฟผ. ใช้แหล่งพลังงานที่หลากหลาย ทั้งแหล่งพลังงานประเภทหมุนเวียนและไม่หมุนเวียน เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคง เชื่อถือได้ ในราคาที่เหมาะสม
ในปี 2567 กฟผ. ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักควบคู่กับถ่านหินลิกไนต์และน้ำมัน โดยมีปริมาณการใช้เชื้อเพลิงจากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้

  • ก๊าซธรรมชาติ กฟผ. ใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอ่าวไทย แหล่งบนบก และก๊าซธรรมชาตินำเข้า (แหล่งเมียนมาและก๊าซธรรมชาติเหลว)
    สำหรับการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าของ กฟผ. จำนวน 333,527.68 ล้านลูกบาศก์ฟุต    
  • ถ่านหินลิกไนต์ กฟผ. ใช้ถ่านหินลิกต์ไนต์จากเหมืองแม่เมาะเพื่อผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จำนวน 12.74 ล้านตัน
  • น้ำมันเชื้อเพลิง กฟผ. ใช้น้ำมันเตา จำนวน 10.65 ล้านลิตร เป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้ากระบี่ และใช้น้ำมันดีเซลที่โรงไฟฟ้าบางปะกง
    โรงไฟฟ้าจะนะ โรงไฟฟ้ากระบี่ โรงไฟฟ้าแม่ฮ่องสอน โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าวังน้อย จำนวน 48.42 ล้านลิตร
  • นอกจากนี้ กฟผ. ยังผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ได้แก่ พลังงานความร้อนใต้ภิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมอีกด้วย     

การอนุรักษ์พลังงาน [302-4] 

กฟผ. ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานภายในองค์การ ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ

มาตรการลดพลังงานรายละเอียดปริมาณพลังงานที่ลดลง
การเปลี่ยน Air Filter Regulator ของฝ่ายโรงงานและอะไหล่
สำนักงานหนองจอก
เปลี่ยน Air Filter Regulator เนื่องจากอุปกรณ์ชำรุดทำให้ลมรั่วออกมาขณะเปิดใช้งาน ส่งผลให้ Air Compressor ทำงานบ่อยขึ้น การใช้พลังงานจึงเพิ่มขึ้น33,048.18 เมกะจูล/ปี
การลดการใช้พลังงานจากการ Overhaul Cooling Water Pump
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 1 โรงไฟฟ้าเขื่อนท่าทุ่งนา
Overhaul เพื่อตรวจสอบและซ่อมแซมอุปกรณ์ให้กลับสู่สภาพดี สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และป้องกันการชำรุดที่อาจเกิดขึ้น25,431.12 เมกะจูล/ปี
การลดการใช้ Station Service โรงไฟฟ้าวังน้อยชุดที่ 4 ขณะ Reserve Shutdownลดการใช้งานอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้า ระบบแสงสว่าง และนำระบบ Filtration Booster Pump ใช้งานแทน Circulating Water Pump933,685.20 เมกะจูล/ปี
การใช้เครื่องปรับอากาศชุดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงทดแทนชุดเดิม
ณ เขื่อนวชิราลงกรณ
เครื่องปรับอากาศเดิมเริ่มเสื่อมสภาพตามการใช้งาน จึงเปลี่ยนประเภทเครื่องปรับอากาศใหม่ โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบ Solar Air75,893.70 เมกะจูล/ปี
การเปลี่ยนโคมไฟแสงสว่างชนิดประสิทธิภาพสูง (LED) บริเวณ Gas Turbine ณ โรงไฟฟ้าน้ำพองเนื่องจากโคมไฟเป็นแบบหลอดฮาโลเจน ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำ จึงเปลี่ยนมาใช้โคมไฟแสงสว่างแบบ LED ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เพื่อลดการใช้พลังงาน447,811.2 เมกะจูล/ปี
การควบคุมการใช้พลังงานแฟลตด้วยระบบ Key Card ณ เขื่อนอุบลรัตน์ควบคุมการใช้พลังงาน ห้องพักแฟลตด้วยระบบ Key Card  เพื่อลดการใช้พลังงานช่วงที่ผู้พักออกจากห้องพักระหว่างวัน85,134.24 เมกะจูล/ปี
การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ ณ สำนักงานใหญ่เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนจากชนิด Fixed Speed เป็น Variable Speed119,325.78 เมกะจูล/ปี

การใช้พลังงานภายในองค์กร [302-1]

การใช้พลังงานภายในองค์กรปริมาณการใช้พลังงาน (จิกะจูล)
ปี 2567ปี 2566ปี 2565
การใช้พลังงานโดยองค์กร
ก๊าซธรรมชาติ323,057,100.82322,053,733.21270,229,160.79
น้ำมันเตา433,933.92123,441.531,080,812.93
น้ำมันดีเซล
     – สำหรับการผลิตไฟฟ้า1,827,952.846,561,774.2811,886,086.21
     – สำหรับยานพาหนะ179,550.67114,798.2199,463.02
น้ำมันเบนซิน
     – สำหรับยานพาหนะ10,179.0610,873.1910,394.70
ถ่านหินลิกไนต์179,720,943.36174,050,029.76176,053,988.08
A: ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงไม่หมุนเวียนรวม505,229,660.68502,914,650.18459,359,905.73
น้ำมันปาล์ม
B: ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนรวม
พลังงานที่ซื้อมาใช้ในองค์กร
พลังงานไฟฟ้า553,842,288.75455,813,688.68500,877,932.08
C: พลังงานที่ซื้อมาใช้ในองค์กรรวม553,842,288.75455,813,688.68500,877,932.08
พลังงานที่ผลิตเองแต่ไม่ถูกนำมาใช้ในองค์กร
พลังงานไฟฟ้า
D: พลังงานที่ผลิตเองแต่ไม่ถูกนำมาใช้ในองค์กรรวม 
E: ปริมาณพลังงานที่ขายไป778,042,122.87733,951,374.09705,090,170.82
ปริมาณการใช้พลังงานภายในองค์กรรวมสุทธิ281,029,826.57224,776,964.78255,147,666.98

หมายเหตุ  
–  ปริมาณการใช้พลังงานภายในองค์กรรวมสุทธิ = A + B + C + D – E
–  พลังงาน 1 ล้านบีทียู มีค่าเท่ากับ 1.05505585262 จิกะจูล, พลังงานไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 0.00360 จิกะจูล, น้ำมันดีเซลสำหรับยานพาหนะ 1 ลิตร มีค่าเท่ากับ 36.42 เมกะจูล, น้ำมันเบนซินสำหรับยานพาหนะ 1 ลิตร มีค่าเท่ากับ 31.48 เมกะจูล สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
– ก๊าซธรรมชาติ (แห้ง) 1 ลูกบาศก์ฟุต มีค่าเท่ากับ 0.97 เมกะจูล, ถ่านหิน 1 กิโลกรัม มีค่าเท่ากับ 14.11 เมกะจูล, น้ำมันเตา 1 ลิตร มีค่าเท่ากับ 40.76 เมกะจูล และน้ำมันดีเซลสำหรับการผลิตไฟฟ้า 1 ลิตร มีค่าเท่ากับ 37.75 เมกะจูล คำนวณจากรายงานการใช้เชื้อเพลิง กฟผ. ปี 2567
–  ตัวเลขมาจากเชื้อเพลิงก่อนนำไปผลิตไฟฟ้าเป็นจำนวนที่ยังไม่ถูกหัก loss จากการผลิต ทำให้ตัวเลขการใช้พลังงานดูสูง

การใช้พลังงานภายนอกองค์กร [302-2]

ประเภทผู้ผลิตไฟฟ้าภายนอกปริมาณพลังงานที่รับซื้อ (กิกะวัตต์-ชั่วโมง)
ปี 2567ปี 2566ปี 2565
ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่64,586.3241,134.9052,695.43
ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก53,273.7152,674.8650,965.57
ไฟฟ้าจากต่างประเทศ35,985.0532,805.1535,471.76
รวม153,845.08126,614.91139,132.75
 (553,842,288.75 จิกะจูล)(455,813,688.68 จิกะจูล)(500,877,900.00 จิกะจูล)

หมายเหตุ
– พลังงานไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 0.00360 จิกะจูล

ความเข้มข้นของการใช้พลังงาน [302-3]

รายการปี 2567ปี 2566ปี 2565
ปริมาณการใช้พลังงานภายในองค์กรรวมสุทธิ (กิกะจูล)281,029,826.57224,776,964.78255,147,666.98
กำลังการผลิตรวมต่อปี (กิโลวัตต์-ชั่วโมง)65,857,319,327.73 67,075,981,221.0260,238,150,088.95
ความเข้นข้นของการใช้พลังงาน (กิกะจูล/กิโลวัตต์-ชั่วโมง)0.00430.00340.0042

หมายเหตุ
–  ความเข้มข้นของการใช้พลังงานคำนวณจากการใช้พลังงานภายในองค์กรเทียบกับกำลังการผลิตรวมต่อปี
–  กำลังการผลิตรวมต่อปี คือ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าสุทธิ (Net Actual Generation) พิจารณาจาก ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ ทั้งหมด (Gross Actual Generation) หักด้วยปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการผลิต (Station Service)

การจัดการพลังงานทดแทน

กฟผ. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ พร้อมสนับสนุนประเทศในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลาง
ทางคาร์บอน โดยในปี 2567 มีการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 จังหวัดขอนแก่น กำลังผลิต 24 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเมื่อเดือนมีนาคม 2567 โดยจุดเด่นของโครงการดังกล่าวคือ การผสาน 3 พลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เข้าด้วยกัน โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงเวลากลางวัน และผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำของเขื่อนที่มีอยู่เดิมในช่วงเวลากลางคืน พร้อมกับติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) ซึ่งช่วยเสริมความต่อเนื่อง
ในการผลิตไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทั้งสองชนิด อีกทั้งยังมีระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) และระบบพยากรณ์อากาศ (Weather Forecast System) ในการควบคุมและบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบผลิตไฟฟ้า ลดข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียน ช่วยให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีความมั่นคงมากขึ้น โดยแผงโซลาร์เซลล์ใช้พื้นที่ผิวน้ำไม่ถึงร้อยละ 1 ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด และใช้วิธีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้มีความลาดเอียง เพื่อให้แสงแดดสามารถลอดผ่านลงถึงผิวน้ำได้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศใต้น้ำ

โครงการนี้นับเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำไฮบริดแห่งที่ 2 ของ กฟผ. ซึ่งดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) โดยมีแผนพัฒนาโครงการฯ ในพื้นที่เขื่อนของ กฟผ. จำนวน 9 แห่ง รวม 16 โครงการ กำลังผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2573

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

กฟผ. มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm Project) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง กำลังผลิต 38.5 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ในเดือนสิงหาคม 2568

โครงการพลังงานสะอาดแห่งอนาคต

กฟผ. เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ เดินหน้าศึกษาความเหมาะสม ค้นหาพื้นที่ศักยภาพ สรรหาเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร
ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับโครงการพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ กฟผ. ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำรายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนผ่านเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงออกไซด์ของแข็ง (Solid Oxide Fuel Cell: SOFC) ในพื้นที่โรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ