การกำกับดูแลกิจการที่ดี

คะแนน ITA

เต็ม 100

การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

กรณี

การกำกับดูแลกิจการที่ดีมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาองค์การอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกต่อหน่วยงานกำกับดูแล คณะกรรมการ กฟผ. ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียอื่น

โครงสร้างการกำกับดูแลและองค์ประกอบคณะกรรมการ กฟผ. [2-9]

โครงสร้างการกำกับดูแลของ กฟผ. มีความโปร่งใสและเป็นระบบ ประกอบด้วยคณะกรรมการ กฟผ. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลกิจการของ กฟผ.
ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย จำนวน 12 คณะ เพื่อช่วยกลั่นกรองงานที่สำคัญ

สำหรับด้านการบริหารจัดการ ดำเนินงานผ่านคณะกรรมการบริหาร กฟผ. ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการ และรองผู้ว่าการเป็นกรรมการ ทำให้
การดำเนินงานของ กฟผ. มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

องค์ประกอบของคณะกรรมการ กฟผ. ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 10 คน รวมทั้งผู้ว่าการซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 3 ปี โดยในปี 2567 คณะกรรมการ กฟผ. มีจำนวน 11 คน แบ่งเป็น เพศชาย จำนวน 10 คนและเพศหญิง จำนวน 1 คน มีกรรมการอิสระจากภายนอกที่มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและการแสดงความเห็นของตนเอง
จำนวน 4 คน ซึ่งเป็นกรรมการที่อยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ (Directors’ Pool: DP) จำนวน 1 คน (จากจำนวนคณะกรรมการ กฟผ. ที่มีอยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ จำนวน 7 คน)
ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักการและแนวทางการกำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสาหกิจ ปี 2562 ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 นอกจากนี้ กฟผ. ยังดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 ที่กำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจ จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการอื่นของรัฐวิสาหกิจนั้น

การเสนอชื่อและการคัดเลือกคณะกรรมการ กฟผ. [2-10]

กฟผ. ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการ กฟผ. ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 มติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ที่เห็นชอบสมรรถนะหลัก (Skill Matrix) และแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจกำหนด
รวมถึงหลักการและแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 และแนวทางปฏิบัติ  ซึ่งมีประเด็นสำคัญในการพิจารณา อาทิ

  • ให้นำทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการ กฟผ. (Skill Matrix) มาใช้ในการพิจารณา
    สรรหาและแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง Skill Matrix ประกอบด้วย 11 ด้าน ได้แก่ การเงิน บัญชี กฎหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการพลังงาน บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เศรษฐศาสตร์
    การคลัง และนวัตกรรม เพื่อให้ได้คณะกรรมการ กฟผ. ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ
    ที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลงานของ กฟผ.
  • ให้มีผู้แทนกระทรวงการคลัง ที่เป็นข้าราชการประจำในกระทรวงการคลังเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการในฐานะผู้ถือหุ้นของรัฐวิสาหกิจและเพื่อให้
    เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดของ กฟผ. (กระทรวงพลังงาน) ที่เป็นข้าราชการประจำในกระทรวงเจ้าสังกัด ซึ่งไม่อยู่ในหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น (Regulator) จำนวน 1 คน เป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ
  • ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจได้ไม่เกินกว่าสามแห่งในเวลาเดียวกัน
  • ไม่เสนอแต่งตั้งอดีตผู้ว่าการ กฟผ. ที่พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจแล้ว ไม่เกินกว่า 2 ปี
  • ไม่แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้าราชการการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็น กรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติม

สำหรับคุณสมบัติของบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นคณะกรรมการ กฟผ. ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีความรู้ความเชี่ยวชาญเพียงพอเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
การคลัง หรือกฎหมาย นอกจากนี้ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ประธานคณะกรรมการ กฟผ. [2-11]

ประธานกรรมการ กฟผ. ทำหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายกำกับดูแล โดยมิได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของ กฟผ. เพื่อให้เกิดความสมดุลและโปร่งใสในการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้มีความเชื่อมโยงระหว่าง
การกำกับดูแลกับการบริหาร คณะกรรมการ กฟผ. แต่งตั้งให้ผู้บริหารสูงสุด คือ ผู้ว่าการ กฟผ. ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการ กฟผ. ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ กฟผ. ฉบับที่ 373 ว่าด้วย การประชุมและ
การดำเนินกิจการของคณะกรรมการ กฟผ. ข้อ 6 ที่ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งเลขานุการด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

นอกจากนี้ ประธานกรรมการ กฟผ. ไม่ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในคณะกรรมการชุดย่อยของคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อให้เป็นไปตามหลักการและแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562
และแนวทางปฏิบัติ โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ที่กำหนดว่า ประธานกรรมการไม่ควรร่วมเป็นคณะอนุกรรมการใด ๆ

บทบาทของคณะกรรมการ กฟผ. ในการกำกับดูแลกิจการ [2-12]

คณะกรรมการ กฟผ. และคณะผู้บริหาร กฟผ. รวมทั้งผู้บริหารสูงสุดของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. มีการประชุม Top Team Meeting (TTM) เป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมกันพิจารณาทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ของ กฟผ. โดยนำนโยบายของรัฐ นโยบายของหน่วยงานกำกับดูแล ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ ปัจจัยความยั่งยืน สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกองค์การ และข้อมูลคู่เทียบมาวิเคราะห์ร่วมกับความท้าทายและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ รวมถึงอัตรากำลังและขีดความสามารถในทุกด้านขององค์การเพื่อจัดทำเป็นแผนวิสาหกิจ กฟผ. และใช้เป็นกรอบ
ในการดำเนินงานขององค์การ นอกจากนี้ จะมีการทบทวนยุทธศาสตร์และแนวทางในการดำเนินงานทุกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่มีนัยสำคัญต่อ กฟผ.

ในปี 2567 คณะกรรมการ กฟผ. มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำร่างแผนวิสาหกิจปี 2568 – 2572 ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นกระบวนการ โดยให้ความเห็นว่า ประเด็นที่ กฟผ. ควรให้ความสำคัญประกอบด้วย
(1) การนำร่อง Model Solar Farm โดยบรรจุไว้ในแผนด้าน Environmental, Social and Governance (ESG) (2) ยานยนต์ไฟฟ้า (3) โอกาสในการสร้างรายได้จากซากแบตเตอรี่หรือแผงเซลล์แสงอาทิตย์
(4) นโยบายภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าแม่เมาะ (5) เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) (6) พลังงานหมุนเวียน และ (7) ความมั่นคงระบบไฟฟ้าในภาคเหนือ

ในการประชุม TTM เมื่อวันที่ 5 – 6 กรกฎาคม 2567 คณะกรรมการ กฟผ. มีมติให้ (1) ปรับปรุงตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ กฟผ. (EGAT Positioning) ให้เชื่อมโยงกับความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
(2) ปรับตัวชี้วัดกลยุทธ์ในยุทธศาสตร์ S2 เป็น “Support Low Carbon and Resilience for Society” (3) เพิ่มเติมข้อมูลแสดง Cross Functional การดำเนินงานในแต่ละมิติ และ (4) เชื่อมโยงการดำเนินการด้านความยั่งยืนของ กฟผ. กับ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ให้ถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น จากนั้น ฝ่ายบริหารได้นำความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ กฟผ. ข้างต้นไปปรับปรุงร่างแผนวิสาหกิจปี 2568-2572 โดยในการประชุมคณะกรรมการ กฟผ. ครั้งที่ 9/2567 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 คณะกรรมการ กฟผ. มีมติเห็นชอบแผนวิสาหกิจ กฟผ. ปี 2568 – 2572 และให้นำเสนอกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนจัดส่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจต่อไป

นอกจากนี้ ประธานกรรมการ กฟผ. ยังมอบนโยบายการดำเนินงานและการกำกับดูแลสำหรับคณะกรรมการและผู้บริหาร กฟผ. ในการประชุม TTM เมื่อวันที่ 5 – 6 กรกฎาคม 2567 ดังนี้ (1) การกำกับดูแลการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล (Governance) (2) การพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืนด้วย ESG และ (3) โมเดลธุรกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG) เช่น การส่งเสริมพลังงานสะอาด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริม Green Energy และการพัฒนาส่งเสริมพลังงานรูปแบบใหม่ อาทิ ไฮโดรเจน

ด้านการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คณะกรรมการ กฟผ. ได้ปรึกษาหรือสานสัมพันธ์กับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การบริหารจัดการการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของ กฟผ. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการสานสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ในภาพรวมจะรับผิดชอบโดยสายงานรองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ซึ่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรายงานผลการดำเนินงาน
ต่อคณะกรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพิจารณาและรายงานคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อทราบทุกไตรมาส

ในส่วนของการทบทวนและตรวจสอบประสิทธิภาพกระบวนการบริหารจัดการผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมมีบทบาทในการกำกับดูแล ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงาน ให้คณะกรรมการ กฟผ. ทราบทุกไตรมาส และรายงานการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ กฟผ. ให้คณะกรรมการ กฟผ. ทราบโดยทันที รวมทั้งยังพิจารณาทบทวนประสิทธิภาพของนโยบาย ทบทวนหรือเสนอปรับปรุงข้อบังคับ กฟผ. ว่าด้วย คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมต่อคณะกรรมการ กฟผ. อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

การขัดกันของผลประโยชน์ [2-15]

กฟผ. ให้ความสำคัญกับการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยมีการกำหนดข้อบังคับและนโยบายและแนวปฏิบัติดังนี้

  • กำหนดให้คณะกรรมการ กฟผ. มีหน้าที่สอดส่องดูแล และจัดการแก้ปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างกรรมการ กฟผ. ฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. รวมทั้งตรวจสอบ
    การใช้สินทรัพย์ของ กฟผ. ในทางมิชอบอีกด้วย
  • กำหนดให้คณะกรรมการตรวจสอบสอบทานรายการที่เกี่ยวโยงหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือมีโอกาสเกิดการทุจริตที่อาจมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของ กฟผ.
  • กำหนดให้คณะกรรมการ กฟผ. ผู้ว่าการ และผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้ว่าการขึ้นไป หลีกเลี่ยงการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และให้รายงานรายการเกี่ยวโยง
    ณ สิ้นปีปฏิทินของทุกปี หรือในระหว่างปีปฏิทินเมื่อมีการแต่งตั้งหรือดำรงตำแหน่งใหม่ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลระหว่างปี ตาม “แบบรายงานรายการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมและรายงานรายการเกี่ยวโยงสำหรับคณะกรรมการ กฟผ. และผู้ว่าการ กฟผ.” และ “แบบรายงานรายการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมและรายงานรายการเกี่ยวโยงสำหรับผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้ว่าการขึ้นไป” และให้สำนักงานตรวจสอบภายในสอบทานรายการเกี่ยวโยงและรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และรายงานคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อพิจารณา รวมถึงรายงานคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อทราบภายในไตรมาสที่ 1 ของปีถัดไป
  • ในการประชุม กรณีกรรมการ กฟผ. ท่านใดเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะไม่เข้าร่วมประชุม หรือไม่มี
    ส่วนร่วมพิจารณาวาระนั้น ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งของผลประโยชน์ เช่น วาระการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง วาระที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาผลตอบแทน ความดีความชอบ
  • คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาและคณะกรรมการซื้อจ้างต้องตรวจสอบรายละเอียดของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายว่า มีการยื่นข้อเสนอที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือมีคณะกรรมการ กฟผ. คณะกรรมการบริหารฯ และผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการของผู้ยื่นข้อเสนอหรือไม่

การสื่อสารประเด็นข้อกังวล [2-16]

กรณีที่มีประเด็นที่เป็นข้อกังวลที่สำคัญ สายงานที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการบริหาร กฟผ. พิจารณา ก่อนนำเสนอคณะกรรมการชุดย่อยของคณะกรรมการ กฟผ. ที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณาหรือเพื่อทราบ ตามลำดับ สำหรับกรณีที่มีเหตุการณ์สุดวิสัยและอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมและประเทศชาติ ผู้ว่าการ กฟผ. จะสื่อสารเหตุการณ์และรายงานการดำเนินงานของ กฟผ. ในการแก้ไขเหตุการณ์นั้น ๆ ให้คณะกรรมการ กฟผ. ทราบทันที

ในรอบปี 2567 มีการสื่อสารเกี่ยวกับประเด็นข้อกังวลผ่านการประชุมคณะกรรมการ กฟผ. จำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ (1) เรื่องการปรับเงื่อนไขในร่างสัญญามาตรฐานสำหรับการซื้อและขายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ให้เป็นแบบการชำระค่าซื้อขายแบบยอดสุทธิ ซึ่งเป็นแนวทางการหักลบกลบหนี้ค่าซื้อและขายก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวกัน และ (2) เรื่องโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนภูมิพล ชุดที่ 2 และชุดที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการตามแผนเร่งรัดที่ กฟผ. เสนอกระทรวงพลังงานบรรจุในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่ เพื่อตอบสนองนโยบายภาครัฐเรื่องการเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีช่องทางการสื่อสารเกี่ยวกับประเด็นข้อกังวลผ่านระบบ Enterprise Performance Management (EPM) ซึ่งคณะกรรมการ กฟผ. สามารถให้ความเห็นและข้อเสนอแนะได้

องค์ความรู้ของคณะกรรมการ กฟผ. [2-17]

กฟผ. ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ของคณะกรรมการ กฟผ. เป็นประจำทุกปี ผ่านหลักสูตรการอบรมและการสัมมนาจากสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งจัดกิจกรรมอื่น เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจของคณะกรรมการ กฟผ. โดยในปี 2567 คณะกรรมการ กฟผ. ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมองค์ความรู้ ดังนี้

  • Introduction Program สำหรับคณะกรรมการ กฟผ. ชุดที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ในปี 2567 ซึ่งมีการบรรยายเรื่อง บทบาทที่สำคัญของคณะกรรมการ กฟผ. ตามหลักเกณฑ์การประเมินกระบวนการปฏิบัติงานและการจัดการ Core Business Enablers ของรัฐวิสาหกิจ (ฉบับปรับปรุง ปี 2567) ของระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Assessment Model: SE-AM) ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 รวมทั้งมีการแจกคู่มือการดำเนินงานของ กฟผ. ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการทำหน้าที่กรรมการ
  • การเยี่ยมชมการปฏิบัติงานจริง ณ ศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center) และศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567
  • การบรรยายพิเศษในหัวข้อ Driving Sustainable Organization through ESG Initiative โดยศาสตราจารย์พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2567
  • การศึกษาดูงานธุรกิจใหม่ด้านพลังงานของ กฟผ. ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10 – 22 กันยายน 2567

การประเมินผลงานของคณะกรรมการ กฟผ. [2-18]

กฟผ. กำหนดให้คณะกรรมการประเมินตนเอง (Self-Assessment) ทุกปี ซึ่งเป็นไปตามหลักการและแนวทางการกำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสาหกิจของ สคร. ที่กำหนดให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจมีการประเมินตนเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยในปี 2567 คณะกรรมการ กฟผ. มีการประเมินตนเอง 3 แบบ ได้แก่ แบบทั้งคณะ แบบรายบุคคล และแบบไขว้ ซึ่งแบบประเมินฯ มีคำถามที่ครอบคลุมบทบาทของคณะกรรมการ กฟผ. ด้านการกำกับดูแลผลกระทบขององค์การด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน โดยมีผลการประเมินทั้ง 3 แบบ อยู่ในเกณฑ์ “มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม”

จากนั้น คณะกรรมการ กฟผ. จะนำผลการประเมินตนเองมาอภิปรายผลร่วมกัน และพิจารณาเห็นชอบแผนเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการ กฟผ. ประจำปี 2568 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กฟผ. มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น

นโยบายค่าตอบแทน [2-19]

ค่าตอบแทนของคณะกรรมการ กฟผ. ประกอบด้วยค่าตอบแทนรายเดือนและค่าเบี้ยประชุม โดย กฟผ. ถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติสำหรับกรรมการรัฐวิสาหกิจของ สคร. กระทรวงการคลัง เรื่อง เบี้ยกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ที่กำหนดให้กรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีขนาดใหญ่ได้รับค่าตอบแทนรายเดือนไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน โดยประธานกรรมการได้รับ
ค่าตอบแทน 20,000 บาทต่อเดือน ตามสัดส่วนระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และกำหนดให้กรรมการได้รับเบี้ยประชุมเฉพาะเดือนที่มีการประชุม ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน ประธานกรรมการได้รับเบี้ยประชุม ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน โดยกรณีมีเหตุสมควร อาจพิจารณาจ่ายเบี้ยประชุมได้เกินกว่า 1 ครั้งต่อเดือน แต่ต้องไม่เกิน 15 ครั้งต่อปี และกรณีกรรมการท่านใดได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการใน
คณะกรรมการอื่น ๆ มากกว่า 1 คณะ ให้ได้รับเบี้ยประชุมรวมแล้วไม่เกิน 2 คณะ คณะละไม่เกิน 1 ครั้งต่อเดือน และให้คณะกรรมการเสียภาษีเงินได้เอง

สำหรับค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย (1) ค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงสุด ได้แก่ ผู้ว่าการ มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาผลตอบแทนของผู้ว่าการ ทำหน้าที่กำหนดค่าจ้างและผลตอบแทนอื่นของผู้ว่าการ โดยกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการจ่ายค่าตอบแทน จัดทำร่างสัญญาจ้าง เจรจาต่อรองค่าจ้างและผลตอบแทนอื่น ๆ และเสนอต่อคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณา รวมถึง
มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ว่าการ ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองการจัดทำแผนปฏิบัติงานและเกณฑ์วัดผลการปฏิบัติงานตามกรอบสัญญาจ้างผู้ว่าการ กฟผ. และพิจารณากลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างผู้ว่าการ กฟผ. ก่อนนำเสนอคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณา (2) ค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ ผู้อำนวยการฝ่ายและเทียบเท่าขึ้นไป ได้รับค่าตอบแทนตามโครงสร้างเงินเดือนของ กฟผ. และได้รับโบนัสในอัตราคงที่เท่ากันทั้งองค์การ ซึ่งขึ้นอยู่กับผลประกอบการและผลการดําเนินการของรัฐวิสาหกิจตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง

คณะกรรมการ กฟผ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลกิจการ ให้ฝ่ายบริหารดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามแผนวิสาหกิจ ที่ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน ซึ่งถ่ายทอดสู่แผนแม่บทและแผนปฏิบัติการต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับการกำหนดค่าตอบแทนและแรงจูงใจของคณะกรรมการ กฟผ. และผู้บริหารระดับสูงอย่างเป็นระบบ

กรณีค่าตอบแทนที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุ สำหรับคณะกรรมการฯ ไม่มีการได้รับเงินตอบแทนความชอบกรณีเกษียณอายุ แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงจะได้รับเงินตอบแทนความชอบกรณีเกษียณอายุตามอายุงาน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไป          

สำหรับการจัดสรรโบนัส กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทที่จัดสรรโบนัสให้กรรมการและพนักงานได้ เมื่อมีกำไรเพื่อการจัดสรร โดย กฟผ. ถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติเรื่องระบบแรงจูงใจตามระบบประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจของ สคร. กระทรวงการคลัง ซึ่งมีหลักเกณฑ์การจ่ายตามกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส การจ่ายโบนัสตามผลการประเมิน รวมทั้งเงื่อนไขการจ่ายโบนัสสำหรับกรรมการ ดังนี้

อัตราฐานการจ่ายโบนัสคณะกรรมการ กฟผ. พิจารณาจากกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส ดังนี้

กำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส (ล้านบาท)โบนัส (บาทต่อคน)
ไม่เกิน          100ร้อยละ 3 ของกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส แต่ไม่เกิน 60,000
ตั้งแต่            100     ถึง      30065,000
มากกว่า         300      ถึง      50070,000
มากกว่า         500      ถึง      70075,000
มากกว่า         700     ถึง    1,00080,000
มากกว่า       1,000     ถึง    2,00090,000
มากกว่า       2,000     ถึง    5,000100,000
มากกว่า       5,000     ถึง    8,000110,000
มากกว่า       8,000     ถึง   11,000120,000
มากกว่า     11,000      ถึง  13,000130,000
กำไรเพิ่มทุกช่วง           2,000จ่ายเพิ่มอีก 10,000

หมายเหตุ

  • ให้ประธานกรรมการได้รับโบนัสมากกว่ากรรมการ ร้อยละ 25
  • กรณีในรอบปีบัญชีนั้น กรรมการขาดประชุมเกินกว่า 3 เดือน จะจ่ายโบนัสตามหลักเกณฑ์ดังนี้
  • ขาดการประชุมเกินกว่า 3 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน จ่ายโบนัสลดลงร้อยละ 25
  • ขาดการประชุมเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 9 เดือน จ่ายโบนัสลดลงร้อยละ 50
  • ขาดการประชุมเกินกว่า 9 เดือนขึ้นไป จ่ายโบนัสลดลงร้อยละ 75

การจ่ายโบนัสตามผลการประเมินตามหลักเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้

ผลการประเมินฯ (คะแนน)จำนวนโบนัสที่กรรมการได้รับ (บาทต่อคนต่อปี)
5.00 (ดีเยี่ยม)ฐาน + ร้อยละ 100 ของฐาน
4.50ฐาน + ร้อยละ 75 ของฐาน
4.00 (ดีมาก)ฐาน + ร้อยละ 50 ของฐาน
3.50ฐาน + ร้อยละ 25 ของฐาน
3.00 (ดี)ฐาน
2.50ฐาน – ร้อยละ 25 ของฐาน
2.00 (พอใช้)ฐาน – ร้อยละ 50 ของฐาน
1.50ไม่มีโบนัส
1.00 (ปรับปรุง)

เงื่อนไขการจ่ายโบนัส

  • จ่ายได้เมื่อ กฟผ. นำเงินกำไรที่จัดสรรนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้ว หรือได้รับอนุมัติจาก สคร. ให้ผ่อนส่งตามกำหนดเวลาที่แน่นอนเท่านั้น
  • กรณีมีผลการดำเนินงานขาดทุนหรือไม่มีกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส จะจ่ายโบนัสได้เฉพาะตามผลการประเมิน
  • จ่ายได้เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบและรับรองงบการเงินแล้ว และต้องได้รับการอนุมัติการจัดสรรโบนัสจาก สคร.
  • กรรมการ กฟผ. เป็นผู้เสียภาษีเงินได้เอง

กระบวนการกำหนดค่าตอบแทน [2-20]

การกำหนดค่าตอบแทนของคณะกรรมการ กฟผ. เป็นการถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและที่กระทรวงการคลังกำหนด ไม่มีที่ปรึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา สำหรับค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงสุด ได้แก่ ผู้ว่าการ มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาผลตอบแทนของผู้ว่าการ ซึ่งมีกรรมการอิสระร่วมเป็นกรรมการ 1 ท่าน โดยมีอำนาจหน้าที่กำหนดค่าจ้างและผลตอบแทนอื่นของผู้ว่าการ
กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการจ่ายค่าตอบแทน การจัดทำร่างสัญญาจ้างผู้ว่าการ และเจรจาต่อรองค่าจ้างและผลตอบแทนอื่น ๆ และเสนอต่อคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณา รวมถึงมีการแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ว่าการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองการจัดทำแผนปฏิบัติงานหรือเกณฑ์วัดผลการปฏิบัติงานตามกรอบสัญญาจ้างผู้ว่าการ กฟผ.
และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งคณะกรรมการ กฟผ. ได้ร่วมประเมินแบบ 360 องศา ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกรอบ 6 เดือน ก่อนนำเสนอคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณา ในส่วนของผู้บริหารระดับสูง ได้แก่รองผู้ว่าการ มีกระบวนการพิจารณาให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานตามนโยบายและตามบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานที่กำหนด ทั้งนี้
พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 22 (1) กำหนดให้ การขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง ชั้นปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่าขึ้นไป
จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ.

กระบวนการกำหนดค่าตอบแทนของ กฟผ. มีการนำนโยบายทรัพยากรมนุษย์ นโยบายฝ่ายบริหาร ข้อเรียกร้องของผู้ปฏิบัติงาน (ผ่านสหภาพแรงงานหรือคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ กฟผ.) ผลสำรวจ
ความผูกพัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือนโยบายภาครัฐ และผลการสำรวจข้อมูลค่าตอบแทนจากหน่วยงานภายนอก มาศึกษาและวิเคราะห์ เพื่อเสนอแนวทางในการกำหนดค่าตอบแทน
ต่อคณะกรรมการบริหาร กฟผ. และคณะกรรมการ กฟผ. กรณีเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินที่มีอยู่เดิม แต่หากนอกเหนือจากที่กล่าว จะต้องเสนอคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ธรรมาภิบาลและการต่อต้านทุจริต

กฟผ. ประกาศใช้นโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ และนโยบายการบูรณาการด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ซึ่งกำหนดให้ผู้บริหารทุกระดับต้องเป็นผู้นำต้นแบบที่ดีในการปฏิบัติงานอย่างมี
ธรรมาภิบาล จริยธรรม และจรรยาบรรณ ตลอดจนตระหนักถึงการบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ และไม่ยอมให้บุคคลใดกระทำการทุจริตในทุกรูปแบบ รวมทั้งยังมีประมวลจริยธรรมของคณะกรรมการ กฟผ. ฝ่ายบริหาร และผู้ปฏิบัติงาน คู่มือจริยธรรมและจรรยาบรรณ กฟผ. และจรรยาบรรณวิชาชีพ กฟผ. ซึ่งกำหนดมาตรฐานในการประพฤติปฏิบัติ และมีกลไกและระบบในการดำเนินงานเพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ กฟผ. ยังได้ประกาศเจตจำนงการบริหารงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตและมีธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นการบริหารงานและปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล กฟผ. เสริมสร้างวัฒนธรรมสุจริตในองค์การด้วยการไม่ทนต่อพฤติกรรมการทุจริต ส่งเสริมการปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมทางความคิดในการแยกแยะประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม และมีการประกาศใช้นโยบายและแนวปฏิบัติเรื่องการรับและให้ของขวัญ เพื่อการป้องกันการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม อันอาจนำไปสู่การรับหรือให้สินบนในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงมีการทบทวนกระบวนการดำเนินงานต่าง ๆ ให้มีความชัดเจน มีการบริหารงานอย่างโปร่งใส และพร้อมรับการตรวจสอบทั้งจากหน่วยงานภายในและหน่วยงานภายนอกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการกระทำการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

กฟผ. มีการส่งเสริมให้คณะกรรมการ กฟผ. ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน ตระหนักและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของ กฟผ. อย่างสุจริตและเป็นธรรม อาทิ

  • การจัดกิจกรรมส่งเสริมธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริต
  • การจัดกิจกรรมเสริมสร้างบรรยากาศและพฤติกรรมที่ดีตามคู่มือจริยธรรมและจรรยาบรรณ กฟผ.
  • การรายงานรายการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม
  • การเผยแพร่คู่มือจริยธรรมและจรรยาบรรณ กฟผ. ให้คณะกรรมการ กฟผ. ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานลงนามรับทราบและถือปฏิบัติ
  • การประเมินตนเองในการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล จริยธรรม และจรรยาบรรณ กฟผ. ทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างสม่ำเสมอ
  • การสื่อสารเผยแพร่ความรู้ด้านการป้องกันและต่อต้านการทุจริต เช่น การประชาสัมพันธ์ตัวอย่างการกระทำความผิดและบทลงโทษทางวินัยของการกระทำทุจริต รวมถึงการบรรยายให้ความรู้
    ซึ่งในปี 2567 มีการจัดบรรยายเรื่องธรรมาภิบาล โดยมีผู้ปฏิบัติงานร่วมรับฟัง จำนวน 851 คน

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กฟผ. (ศปท.กฟผ.) ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานด้านการป้องกันและต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็น
รูปธรรม โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. ผ่านแผนแม่บทการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ กฟผ. และแผนปฏิบัติการด้าน
ส่งเสริมธรรมาภิบาลและการป้องกันและต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. ซึ่งให้ทุกสายงานนำไปปฏิบัติ ติดตามความก้าวหน้า และรายงานผลการดำเนินงานตามแผนฯ ต่อคณะกรรมการธรรมาภิบาลและ
ความรับผิดชอบต่อสังคม และคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อทราบทุกไตรมาส รวมทั้งจัดทำคู่มือหรือแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. ตลอดจนวิเคราะห์ประเด็น
ปัญหา อุปสรรค และความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการทุจริต เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม

ในกรณีที่พบว่าผู้ปฏิบัติงานกระทำการทุจริต กฟผ. กำหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง โดยหากผลปรากฏว่ามีมูลการกระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาของ
ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกร้องเรียน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และหากพบว่าผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. มีการกระทำผิดจริง จะมีการลงโทษให้ออกจนถึงการปลดออก ขึ้นอยู่กับ
พฤติกรรมความผิดที่กระทำและส่งผลกระทบต่อ กฟผ.

กลไกจัดการเรื่องร้องเรียน [2-25] [2-26]

กฟผ. ให้ความสำคัญกับการรับข้อคิดเห็น ข้อร้องเรียน และข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการตามภารกิจของ กฟผ. ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมีศูนย์จัดการข้อคิดเห็น กฟผ. เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและบัตรสนเท่ห์ (คพรส-กฟผ.) เพื่อบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับการทุจริต ผิดวินัยอย่างร้ายแรง และบัตรสนเท่ห์ รวมถึงมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. (ศปท.กฟผ.) ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และติดตามการปฏิบัติตามการจัดการข้อร้องเรียนและทุจริตของ กฟผ.

ช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนและรับข้อแนะนำ ประกอบด้วย 6 ช่องทาง ได้แก่ (1) หนังสือเข้า กฟผ. (2) ระบบจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (1111) (3) เว็บไซต์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(4) ระบบจัดการข้อคิดเห็นและข้อร้องเรียน (5) ระบบรับฟังเสียงจากลูกค้า (6) ศูนย์บริการข้อมูล กฟผ. (Call Center 1416) โดยมีการประชาสัมพันธ์ช่องทางดังกล่าว ผ่านอีเมล แผ่นพับ สติกเกอร์ และ
คลิปวิดีโอ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบช่องทางในการเข้าถึงกลไกการร้องเรียน

เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน กฟผ. จะดำเนินการตอบกลับเบื้องต้นไปยังผู้ร้องเรียนทางอีเมลหรือจดหมาย เพื่อให้ทราบว่า กฟผ. ได้รับเรื่องแล้ว และอยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเป็นเรื่อง
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ กฟผ. หรือผู้ปฏิบัติงาน ศูนย์จัดการข้อคิดเห็น กฟผ. จะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานผ่านระบบจัดการข้อคิดเห็นและข้อร้องเรียนเป็นระยะจนยุติเรื่อง และให้หน่วยงานจัดทำหนังสือแจ้งผู้เสนอข้อคิดเห็นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้ หากเรื่องร้องเรียนเป็นเรื่องที่มีประเด็นทุจริต ผิดวินัยอย่างร้ายแรง และ
บัตรสนเท่ห์ เลขานุการฯ คพรส-กฟผ. จะส่งเรื่องให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง และรายงานผลมายังเลขานุการฯ คพรส-กฟผ. กรณี
ข้อร้องเรียนไม่มีมูล ให้หน่วยงานดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีแก่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานและยุติเรื่อง

กรณีข้อร้องเรียนมีมูลการกระทำความผิดทางวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ปฏิบัติงานที่ถูกร้องเรียน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง หากผลปรากฎว่ามีความผิดทางวินัย
ให้ผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งลงโทษ โดยกำหนดโทษความผิดทางวินัยของผู้ปฏิบัติงานจากน้อยไปหามาก ดังนี้ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ให้ออกสำหรับพนักงานหรือเลิกจ้างสำหรับพนักงานสัญญาจ้างพิเศษและลูกจ้าง และปลดออก หากไม่ใช่ความผิดทางวินัย หน่วยงานเจ้าของเรื่องต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียน และเพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนมีความโปร่งใส เป็นธรรม และเชื่อถือได้ กฟผ. จึงมีการรายงานผลการบริหารจัดการข้อร้องเรียนต่อผู้บริหารระดับสูง ที่ประชุม ศปท.กฟผ. และคณะกรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อทราบ

กฟผ. คุ้มครองสิทธิของผู้เสนอข้อคิดเห็นหรือผู้ร้องเรียนและพยาน ที่แจ้งเรื่องผ่านศูนย์จัดการข้อคิดเห็น กฟผ. รวมทั้งผ่านกระบวนการทำงานของ คพรส-กฟผ. โดยข้อมูลของผู้เสนอข้อคิดเห็นหรือผู้ร้องเรียนและพยานทั้งหมด รวมถึงข้อมูลที่บ่งชี้ไปถึงตัวบุคคลได้ จะถูกเก็บรักษาและปกปิดเป็นความลับ และเปิดเผยเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดการเรื่องร้องเรียนเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
ในการดำเนินงานต้องลงนามในแบบรับรองการรักษาความลับของข้อมูลในระบบจัดการข้อคิดเห็นและข้อร้องเรียน หรือแบบรับรองการรักษาความลับของข้อมูลเรื่องร้องเรียนและบัตรสนเท่ห์ นอกจากนี้
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถใช้กลไกการร้องเรียนโดยไม่ออกนาม ผ่านการเป็นตัวแทนของบุคคลหรือหน่วยงานที่สามได้ โดยกรณีที่ กฟผ. ได้รับข้อร้องเรียนที่ปกปิดตัวตนหรือไม่สามารถระบุตัวตนของผู้
ร้องเรียนได้ จะถือว่าข้อร้องเรียนนั้นเป็นบัตรสนเท่ห์ และนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินงานของ คพรส-กฟผ. ต่อไป

กฟผ. จัดให้มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นผู้ใช้งานระบบร้องเรียน และมีการจัดประชุมชี้แจงผู้ดูแลระบบเพื่อสอบถามปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานเป็นประจำทุกปี นำมาสู่การปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากกลไกจัดการข้องร้องเรียนแล้ว กฟผ. ยังมีการดำเนินการอื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้น เช่น การสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กฟผ. กับชุมชน
พร้อมรับฟังข้อกังวลของชุมชน เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงต่อไป

ผลการดำเนินงาน

การประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต [205-1]
ประเภทความเสี่ยงที่ระบุและมีนัยสำคัญหน่วยงานที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต
จำนวนสายงานร้อยละ
ผู้ปฏิบัติงานฝ่าฝืนการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ด้วยความพลั้งเผลอ
หรือโดยไม่เจตนา (ไม่รวมกรณีที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ) มีการใช้อำนาจหน้าที่ในการ
หาประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องมีการนำทรัพย์สินหรือพัสดุของ กฟผ. ไปใช้เพื่อ
ประโยชน์ส่วนตน
9100

การสื่อสารและฝึกอบรมเกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการต่อต้านการทุจริต [205-2]  
ประเภทผู้ได้รับการสื่อสารนโยบายและ
แนวปฏิบัติด้านการต้านทุจริต
ผู้ได้รับการฝึกอบรมด้านการต้านทุจริต
จำนวนร้อยละจำนวนร้อยละ
พนักงาน (คน)15,2951008575.60
 จำแนกตามกลุ่มพนักงาน
– ผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 12 ขึ้นไป)1270.83140.09
– ผู้บริหาร (ระดับ 8-11)4,63530.304072.66
– ปฏิบัติการ (ต่ำกว่าระดับ 8)10,53368.874362.85
จำแนกตามพื้นที่
– ส่วนกลาง6,43042.043922.56
– ส่วนภูมิภาค8,86557.964653.04
คู่ค้า (ราย)21,871100.00
จำแนกตามประเภท
– จัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.ฯ14,62466.86
– จัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพานิชย์ฯ7,24733.14
จำแนกตามพื้นที่
– ต่างประเทศ1950.95
– ส่วนกลาง8,00839.17
– ส่วนภูมิภาค12,24159.88

เหตุการณ์ทุจริตที่ได้รับการยืนยันและดำเนินการ [205-3]
ประเภทการทุจริตที่ตรวจพบจำนวน เหตุการณ์ทุจริต (ครั้ง)จำนวนพนักงานถูกปลดหรือลงโทษเนื่องจากการทุจริต (คน)จำนวนการยกเลิกสัญญาและ/หรือการไม่ต่อสัญญากับพันธมิตรทางธุรกิจ (สัญญา)จำนวนการเกิดเป็น
คดีความ
(ครั้ง)
แนวทางการแก้ไขปัญหาและผลการตัดสินเกี่ยวกับคดี
การเบิกค่าใช้จ่ายเดินทางให้แก่ตนเองเป็นเท็จ และการนำรถยนต์ กฟผ. ไปรับส่งบุคคลภายนอก2200

ข้อร้องเรียน ปี 2567
ประเภทข้อร้องเรียนจำนวน
(เรื่อง)
ร้อยละยุติเรื่อง
(เรื่อง)
อยู่ระหว่างดำเนินการ (เรื่อง)
ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตจากประชาชนและผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบของผู้ปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อ กฟผ. หรือส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่ดีขององค์การ20.9811
การร้องเรียนการจัดซื้อจัดจ้าง209.76173
การร้องเรียนเรื่องการดำเนินการตามภารกิจของ กฟผ. ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนหรือการร้องเรียนจากลูกค้าของ กฟผ. ผ่านระบบ VOC8340.487112
การร้องเรียนเรื่องการบริหารหรือการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมของพนักงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อ
ภาพลักษณ์ของ กฟผ.
10048.788713
  รวม20510017629*

หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567