การจัดการความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

การจัดการความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้มั่นใจได้ว่า กฟผ. จะสามารถดำเนินกิจการพลังงานไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดชะงัก พร้อมตอบสนองต่อวิกฤตการณ์หรือเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถป้องกันและลดผลกระทบจากความเสี่ยงต่าง ๆ อันอาจเกิดขึ้นต่อการบรรลุพันธกิจขององค์การได้

เป้าหมายปี 2568ผลการดำเนินงาน
● ความเชื่อมโยงระหว่างการบริหารความเสี่ยงระดับองค์การกับปัจจัยความยั่งยืน (ESG) เท่ากับร้อยละ 100● ความเชื่อมโยงระหว่างการบริหารความเสี่ยงระดับองค์การกับปัจจัยความยั่งยืน (ESG) เท่ากับร้อยละ 100
● มีการตรวจประเมินภายในระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ กฟผ. ตามมาตรฐาน ISO 22301● มีการตรวจประเมินภายในระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ กฟผ. ตามมาตรฐาน ISO 22301
● สัดส่วนการฝึกซ้อมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมทุกกระบวนการวิกฤตตามบริบทการบริหารความต่อเนื่องของ กฟผ. เท่ากับร้อยละ 100● สัดส่วนการฝึกซ้อมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมทุกกระบวนการวิกฤตตามบริบทการบริหารความต่อเนื่องของ กฟผ. เท่ากับร้อยละ 100

การจัดการความเสี่ยง

นโยบายและความมุ่งมั่น

กฟผ. กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน และนโยบายการบูรณาการด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ (Governance Risk and Compliance: GRC) เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจของ กฟผ. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มศักยภาพการเติบโตที่ยั่งยืนผ่านการบริหารงานแบบองค์รวม

โครงสร้างการดำเนินงาน

เนื่องจากการบริหารความเสี่ยงมีความเกี่ยวข้องกับบุคลากรทุกระดับ ดังนั้น การกำหนดสายการรายงาน บทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน จะช่วยให้ทุกส่วนงานปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้การระบุ ประเมิน จัดการ และติดตามความเสี่ยงเป็นไปอย่างทันกาล กฟผ. จึงจัดให้มีโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง ควบคุมภายใน และ GRC ดังนี้

  1. ผู้รับผิดชอบการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน ได้แก่ คณะกรรมการ กฟผ. คณะกรรมการบริหาร กฟผ. และคณะกรรมการบริหารระดับสายงาน รวมถึงผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกหน่วยงานของ กฟผ. ทำหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงของการปฏิบัติงานในส่วนที่รับผิดชอบ เพื่อให้การปฏิบัติงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของสายงานหรือหน่วยงาน
  2. ผู้รับผิดชอบการสนับสนุนด้านเทคนิคและกระบวนการ ได้แก่ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน (ประกอบด้วยคณะกรรมการ กฟผ. ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมิใช่ผู้บริหาร กฟผ. และผู้บริหาร กฟผ.) ฝ่ายแผนยุทธศาสตร์ (กองบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน) และผู้รับผิดชอบการบริหารความเสี่ยงระดับสายงาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กรอบ และคู่มือการบริหารความเสี่ยง เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติ และสนับสนุนการรวบรวม ติดตาม และสอบทานความเสี่ยงในระดับองค์การ รวมถึงสนับสนุนการสร้างความตระหนักและความเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยง ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ผู้รับผิดชอบการสอบทาน ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบ และหน่วยงานผู้ช่วยผู้ว่าการสำนักงานตรวจสอบภายใน ทำหน้าที่สอบทานอย่างเป็นอิสระเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าระบบบริหารความเสี่ยงขององค์การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงพอ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุง
  4. ผู้รับผิดชอบการดำเนินการด้าน GRC ได้แก่ คณะกรรมการธรรมาภิบาล และความยั่งยืน คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน และคณะกรรมการกำกับการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของ กฟผ. เพื่อให้การดำเนินงานในส่วนที่ เกี่ยวข้องมีความสอดคล้องและบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีคณะทำงาน GRC สนับสนุนให้เกิดการดำเนินงานตามนโยบาย GRC
การบริหารจัดการ

กฟผ. มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์การตามกรอบการบริหารความเสี่ยงของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission – COSO Enterprise Risk Management – Integrating with Strategy and Performance 2017 (COSO 2017) และหลักเกณฑ์ด้านการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เพื่อให้การดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายในเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับเป้าหมายและยุทธศาสตร์องค์การ

กฟผ. มุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์การด้านการบริหารความเสี่ยง โดยกำหนดให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงาน พนักงานทุกคนต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและใช้ข้อมูลความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจและการดำเนินงานในทุกขั้นตอน รวมถึงมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง เช่น คณะกรรมการ กฟผ. ได้รับการอบรมหัวข้อ ESG Risk Management & Energy Transition ผู้บริหารได้รับการอบรมหัวข้อ GRC and Enterprise Risk Management: Sustainability and Growth และมีการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์สำหรับพนักงานทั่วทั้งองค์การ จำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน (Risk Management & Internal Control) และหลักสูตร Governance Risk and Compliance (GRC)

การระบุปัจจัยเสี่ยง

วิเคราะห์ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน โดยพิจารณาทั้งปัจจัยภายใน อาทิ ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดที่สำคัญขององค์การ และปัจจัยภายนอก อาทิ บริบทอุตสาหกรรมไฟฟ้า นโยบายภาครัฐ ที่มีผลกระทบต่อ กฟผ. และความต้องการความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครอบคลุม

ประเด็นความเสี่ยงที่รวบรวมได้ข้างต้น จะถูกนำมาประเมินประสิทธิผลของการควบคุมที่มีอยู่เพื่อระบุความเสี่ยงที่เหลืออยู่ โดยความเสี่ยงที่มีการควบคุมไม่เพียงพอ จะถูกระบุเป็นปัจจัยเสี่ยงเพื่อนำไปบริหารจัดการต่อไป

การประเมินความเสี่ยง

ประเมินความเสี่ยงผ่านการพิจารณา 2 ปัจจัย ได้แก่ โอกาสเกิดความเสี่ยง (Probability) และขนาดของผลกระทบจากความเสี่ยง (Impact) และนำผลที่ได้มาจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงโดยพิจารณาจากความรุนแรงของความเสี่ยง ซึ่งเป็นผลคูณของระดับโอกาสเกิดและระดับผลกระทบ

จากนั้นจึงกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) และช่วงเบี่ยงเบนของระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์และเป้าหมายเชิงธุรกิจขององค์การ พร้อมระบุเป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายรายปี เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยง

การตอบสนองต่อความเสี่ยง

กำหนดแนวทางในการตอบสนองต่อความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่ การยอมรับความเสี่ยง การลดความเสี่ยง การหาผู้ร่วมรับความเสี่ยง และการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยคำนึงถึงต้นทุนและผลประโยชน์ที่จะได้รับของแต่ละแนวทาง เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรในการตอบสนองต่อความเสี่ยงเป็นไปอย่างคุ้มค่า จากนั้นจึงกำหนดแผนงานหรือมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยมีการติดตามผลการดำเนินงานผ่านระบบ Plan-PA-Risk Management (PPRM) ซึ่งเชื่อมโยงงานแผนยุทธศาสตร์ การประเมินผลการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยง ทั้งในระดับองค์การ ระดับสายงาน และระดับฝ่ายไว้ด้วยกัน และสามารถแสดงผลไปยังระบบ Enterprise Performance Management (EPM) ซึ่งเป็นระบบติดตามการดำเนินงานสำหรับการบริหารของคณะกรรมการ กฟผ. คณะกรรมการบริหาร กฟผ. และผู้บริหารระดับสูง นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีระบบ Early Warning System (EWS) ที่ใช้แจ้งเตือนล่วงหน้าสำหรับผลการดำเนินงานของตัวชี้วัดสำคัญที่อาจมีแนวโน้มในการเบี่ยงเบนไม่เป็นไปตามค่าคาดการณ์และค่าเป้าหมายที่กำหนด โดยจะแจ้งเตือนไปยังผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันกาล

ความเสี่ยง กฟผ. ปี 2568

การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ

นโยบายและความมุ่งมั่น

กฟผ. มีการกำหนดนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้องค์การสามารถดำเนินการผลิต จัดหา และส่งมอบพลังงานไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในสภาวะวิกฤต

โครงสร้างการดำเนินงาน

กฟผ. มีฝ่ายความปลอดภัย ทำหน้าที่กำกับดูแลการจัดทำมาตรฐาน ให้คำแนะนำ และสนับสนุนทางวิชาการด้านวิศวกรรมความเสี่ยงและบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ รวมถึงกำกับดูแลและสนับสนุนการจัดการภาวะวิกฤติและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อให้ กฟผ. สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ กฟผ. ซึ่งมีผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการควบคุมระบบเป็นประธาน และผู้แทนระดับผู้อำนวยการฝ่ายจากทุกสายงานเป็นกรรมการ ทำหน้ากำหนดกรอบ นโยบาย คู่มือ และแนวทางการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ พัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจของ กฟผ. ให้มีความทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล และทบทวนกระบวนการที่สำคัญ วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ ประเมินความเสี่ยงจากภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ กฟผ. และกำหนดกลยุทธ์ความต่อเนื่องทางธุรกิจ รวมถึงบูรณาการการฝึกซ้อม การจัดการ และการสื่อสารภาวะวิกฤต กฟผ. ฯลฯ

การบริหารจัดการ

กฟผ. มีระบบบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISO 22301:2019 โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

  • ศึกษาและทำความเข้าใจบริบทขององค์การ และประเมินความเสี่ยงตามแนวทางของระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งประเด็นความเสี่ยงที่นำมาพิจารณามีความสอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์การ
  • กำหนดกลยุทธ์ความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดโอกาสของการหยุดชะงัก ทำให้ช่วงเวลาหยุดชะงักสั้นลง และจำกัดผลกระทบของการหยุดชะงัก โดยการจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (อาทิ แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจกรณีไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจภัยคุกคามทางไซเบอร์) และแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน (อาทิ แผนรองรับเหตุฉุกเฉินด้านอัคคีภัย แผ่นดินไหว น้ำท่วม และวินาศกรรม และแผนรองรับเหตุฉุกเฉินการขัดข้องของอุปกรณ์สถานีไฟฟ้าแรงสูง)
  • ฝึกซ้อมแผนรองรับเหตุฉุกเฉินและฝึกซ้อมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งในระดับหน่วยงาน สายงาน และองค์การ รวมถึงมีการฝึกซ้อมร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้องค์การมีความพร้อมต่อการตอบโต้เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและสามารถจัดการเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีการกำหนดสถานการณ์จำลองตามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น อัคคีภัยโรงไฟฟ้า ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และท่อส่งก๊าซธรรมชาติหยุดจ่ายเชื้อเพลิง รวมทั้งมีการจัดฝึกอบรมให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง
  • ฝึกซ้อมแผนรองรับเหตุฉุกเฉินและฝึกซ้อมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งในระดับหน่วยงาน สายงาน และองค์การ รวมถึงมีการฝึกซ้อมร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้องค์การมีความพร้อมต่อการตอบโต้เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและสามารถจัดการเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีการกำหนดสถานการณ์จำลองตามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น อัคคีภัยโรงไฟฟ้า ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และท่อส่งก๊าซธรรมชาติหยุดจ่ายเชื้อเพลิง รวมทั้งมีการจัดฝึกอบรมให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง
  • จัดให้มีการตรวจประเมินภายในเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจของ กฟผ. อย่างต่อเนื่อง
  • สื่อสารและเผยแพร่การดำเนินการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจแก่ผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ กฟภ. กฟน. และลูกค้าตรง ในงานสัมมนาและงานบรรยายประจำปี และมีการประเมินการรับรู้การเผยแพร่ข้อมูล พร้อมนำข้อเสนอแนะที่ได้รับมาปรับปรุงแผนการดำเนินงาน
เหตุการณ์สำคัญในปี 2568

เหตุการณ์ดินสไลด์บริเวณที่ทิ้งดินของเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

เหตุการณ์ : เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มีการเคลื่อนตัวของมวลดินและเกิดเหตุดินสไลด์บริเวณที่ทิ้งดินฝั่งตะวันตกด้านใต้ของเหมืองแม่เมาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ กฟผ. ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการทำเหมืองและทิ้งมูลดินทราย บริเวณความเสียหายเบื้องต้นครอบคลุมพื้นที่ 6.3 ตารางกิโลเมตร โดยคาดว่าเกิดจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2568

ผลกระทบ : ระบบสายพานลำเลียงดินของสัญญา 8 และ 9 ที่ทำการสนามสัญญา 8 คลองระบายน้ำหลักของเหมืองแม่เมาะ ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ระบบสูบน้ำในบ่อเหมือง เสาไฟฟ้าแรงสูง 9 ต้น และหน้างานถ่านในบ่อเหมืองได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ไม่ส่งผลต่อชุมชนโดยรอบ และไม่กระทบต่อการจ่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือ

การจัดการ : กฟผ. เร่งดำเนินการจัดการโดยคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงานและความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ ดังนี้

  • จัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย และออกประกาศปิดพื้นที่หยุดกิจกรรมทำเหมืองบางส่วน
  • ออกแถลงการณ์ชี้แจงสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง และประชุมชี้แจงกับชุมชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
  • ติดตั้งเครื่องช่วยตรวจวัดการเคลื่อนตัวของพื้นที่ดินสไลด์แบบเรียลไทม์ RTK-LandMos เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของมวลดินเพิ่มเติม รวมจำนวน 31 เครื่อง และติดตั้งเครื่องมือวัดระดับแรงดันน้ำใต้ดิน รวมถึงเจาะหลุมระบายน้ำใต้ดิน
  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณคลองผันน้ำหลักซึ่งถูกดินสไลด์ปิดทับ เพื่อระบายน้ำ
  • จัดทำแผนจัดการเก็บกองเปลือกดินให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง (สอจ.ลำปาง) และสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เขต 3 เชียงใหม่  (สรข. 3) พิจารณาก่อนดำเนินการ ต่อไป
  • เร่งฟื้นฟูระบบสายพานลำเลียงดินที่เสียหายให้กลับมาใช้งานได้ ภายใน 6 เดือน
  • ดำเนินการปรับพื้นที่บริเวณที่ดินสไลด์ เพื่อป้องกันการลุกติดไฟและน้ำซึมผ่านรอยแยก และจัดทำระบบระบายน้ำผิวดินบริเวณพื้นที่ดินสไดล์ พื้นที่รวม 4.75 ล้านตารางเมตร
  • บริหารจัดการระบบระบายน้ำของคลองผันน้ำหลักและพร่องน้ำจากเขื่อนแม่ขาม เพื่อรองรับน้ำฝน
  • ดำเนินการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน โดยการจัดทำคันดินและติดตั้งระบบสูบน้ำจากชุมชนหัวฝายสู่คลองผันน้ำหลัก
  • ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ปัจจุบันคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

เหตุการณ์น้ำท่วมโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา

เหตุการณ์ : เหตุอุทกภัยในจังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568

ผลกระทบ : โรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราว เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 หลังระดับน้ำรอบโรงไฟฟ้าที่สูงกว่า 5.3 เมตร ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ภายในโรงไฟฟ้ากว่า 2 เมตร อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุปกรณ์หลักบางรายการได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีพนักงานติดค้างในพื้นที่ จำนวน 197 คน ทั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ เนื่องจากมีการเสริมกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และโรงไฟฟ้ากระบี่ จังหวัดกระบี่

การจัดการ : กฟผ. ตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

  • ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติสั่งการให้โรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เดินเครื่องเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทน และโรงไฟฟ้ากระบี่ จังหวัดกระบี่ ของ กฟผ. เดินเครื่องเสริม
  • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานีไฟฟ้าแรงสูงทุกแห่งเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
  • ช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่โรงไฟฟ้า
  • ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูง โดยการส่งมอบถุงยังชีพกว่า 10,000 ถุง และนำทีมพนักงานวิศวกรและช่างจิตอาสากว่า 40 คน ร่วมโครงการของมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ในการฟื้นฟูซ่อมแซมระบบไฟฟ้าแสงสว่างและตรวจสอบความเสียหายของบ้านเรือน
  • ฟื้นฟูโรงไฟฟ้า โดยมีการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง ตรวจจุดเก็บสารเคมีและถังเชื้อเพลิง รวมถึงระดมสูบน้ำออกจากพื้นที่และเก็บกวาดดินตะกอนโคลนภายในโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งทำความสะอาดอุปกรณ์และจัดการขยะอันตรายแล้วเสร็จ โดยมีกำหนดกลับมาเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ 1 ยูนิต กำลังผลิต 383 เมกะวัตต์ ภายในวันที่ 10 มีนาคม 2569 และตั้งเป้าเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเต็มระบบ 1,476 เมกะวัตต์ ประมาณช่วงเดือนมีนาคม 2569
  • หารือแผนป้องกันเหตุน้ำท่วมในอนาคต โดยเพิ่มงบลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วม อาทิ การเพิ่มความสูงของคันดินรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 4.5 เมตร และพิจารณาการวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระดับที่สูงขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม