จากยุคบุกเบิกนิวเคลียร์สู่เทคโนโลยี SMR ทางเลือกใหม่อนาคตพลังงานไทย

1 April 2026

          เป็นเวลากว่า 70 ปีแล้วที่โลกรู้จักการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกพัฒนามาแล้วถึง 4 Generations เพื่อให้มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพมากขึ้น และในวันนี้..วันที่โลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Generation ล่าสุด ที่เป็นพลังงานสะอาด มีความเสถียร คุ้มค่า และยั่งยืน จึงได้รับความสนใจจากนานาประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน

ปฐมบทแห่งการเรียนรู้นิวเคลียร์สู่รากฐานพลังงานโลก

          เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีจุดกำเนิดจากภารกิจทางทหารในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ก่อนจะได้รับการพัฒนาและต่อยอดสู่การผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน

          ในยุค Generation I (Gen1) ซึ่งถือเป็น ยุคบุกเบิก ในช่วงทศวรรษ 1950-1960 เน้นการพิสูจน์แนวคิดด้านการนำนิวเคลียร์มาใช้ผลิตไฟฟ้า โดยเตาปฏิกรณ์ Atom Mirny (AM-1) ที่  โรงไฟฟ้า Obninsk ในสหภาพโซเวียต หรือสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน ซึ่งเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 1954 ถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของโลก ตามมาด้วย โรงไฟฟ้า Calder Hall-1 ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งแรกของโลก และ โรงไฟฟ้า Shippingport ในสหรัฐอเมริกา แม้ปัจจุบันโรงไฟฟ้าเหล่านี้ได้ปลดระวางไปแล้ว แต่ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานยุคใหม่

          ต่อมาในยุค Generation II (Gen2) เทคโนโลยีได้พัฒนาให้มีความเสถียรและเหมาะสมกับการใช้งานในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ระบบความปลอดภัยในยุคนี้เป็นแบบ Active Safety ซึ่งต้องอาศัยการทำงานของเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และการตัดสินใจของมนุษย์ในการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก แต่ก็มีความน่าเชื่อถือสูงและต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำ จึงแพร่หลายอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1970 และยังเป็นพื้นฐานของ เครื่องปฏิกรณ์ส่วนใหญ่กว่า 400 แห่งทั่วโลกในปัจจุบัน

บทเรียนในอดีต สู่มาตรฐานความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยุคใหม่

          จากอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl Nuclear Power Plant) เมื่อปี 1986  ในสหภาพโซเวียตหรือประเทศยูเครนในปัจจุบัน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ (Fukushima Daiichi Nuclear Power Plant) เมื่อปี 2011 ในประเทศญี่ปุ่น ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดของระบบความปลอดภัยในอดีต ที่ต้องพึ่งพากลไกควบคุมจากมนุษย์และระบบไฟฟ้าเป็นหลัก จนนำไปสู่การพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์รุ่นใหม่ Generation III (Gen3) และ Generation III+ (Gen3+) ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัย แบบ Passive Safety หรือระบบความปลอดภัยที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ โดยอาศัยหลักการทางธรรมชาติ เช่น แรงโน้มถ่วง และการไหลเวียนความร้อนตามธรรมชาติ ในการหล่อเย็นแกนปฏิกรณ์โดยอัตโนมัติ แม้ไม่มีไฟฟ้าหรือการควบคุมจากมนุษย์ ลดความเสี่ยงในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

Gen IV: นิวเคลียร์ยุคใหม่ที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

          การพัฒนายังไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ปัจจุบันโลกกำลังก้าวสู่ Generation IV (Gen 4) ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดปริมาณของเสียและใช้เชื้อเพลิงให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น โดยมีแนวคิดในการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์บางประเภทให้สามารถนำเชื้อเพลิงใช้แล้วกลับมาแปรรูปใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณกากเชื้อเพลิงในระยะยาว ขณะที่บางแนวคิดมีการพัฒนาการใช้สารหล่อเย็นขั้นสูง เช่น ฮีเลียม ตะกั่ว โซเดียมเหลว หรือเกลือหลอมเหลว เพื่อให้สามารถทำงานที่อุณหภูมิสูงกว่าเดิมได้ ดังนั้นศักยภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคตจึงไม่จำกัดอยู่เพียงการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้อุณหภูมิความร้อนสูง เช่น ปิโตรเคมี และเหล็ก ในการเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างอุตสาหกรรมหนักสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำด้วย

SMR นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่คิดใหญ่

          เมื่อโลกเริ่มขยับเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) จึงถูกพัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และความคุ้มค่า ด้วยกำลังผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ และใช้ระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ในยุค Gen3+ หรือ Gen 4  โดยมีจุดเด่นที่การออกแบบแบบโมดูล อุปกรณ์หลักสามารถผลิตและประกอบจากโรงงานก่อนนำมาติดตั้งหน้างาน ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้าง ควบคุมคุณภาพได้ตามมาตรฐาน และลดความเสี่ยงจากงานภาคสนาม นอกจากนี้ยังมีข้อได้เปรียบด้านการวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยพื้นที่ตามแผนฉุกเฉิน (Emergency Planning Zone: EPZ) มรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตรจากพื้นที่โรงไฟฟ้า

เดินหน้าพลังงานไทยอย่างรอบคอบและมั่นคง

          แม้ทั่วโลกจะมีประสบการณ์จากการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร กว่า 400 เครื่อง แต่การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ ยังต้องดำเนินการอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การคัดเลือกเทคโนโลยี การประเมินพื้นที่ตั้ง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการเดินเครื่องและการกำกับดูแล ล้วนต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัดสำหรับประเทศไทยร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ ได้กำหนดให้มีโรงไฟฟ้า SMR เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดยยังรักษาความมั่นคงทางพลังงานไปพร้อมกัน ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ กฟผ. ได้ร่วมกันเตรียมความพร้อมทั้งการศึกษาและเปรียบเทียบเทคโนโลยี เพื่อคัดเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของไทยมากที่สุด ทั้งมิติด้านความปลอดภัย เศรษฐศาสตร์ ระบบสายส่ง และการยอมรับของสังคม ควบคู่กันนั้นยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ทั้ง 19 ด้าน ให้สอดคล้องกับแนวทางและข้อกำหนดของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) เพื่อให้การพัฒนาโครงการเป็นไปอย่างมั่นคง โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน

          เส้นทางของพลังงานนิวเคลียร์ จากยุคบุกเบิกสู่ SMR สะท้อนให้เห็นถึงการเรียนรู้จากอดีตและการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง วันนี้พลังงานนิวเคลียร์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงทางพลังงาน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม หากการพัฒนาโครงการดำเนินด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด พลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะ SMR อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยนำพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาด และส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป