โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า

โครงการที่ได้รับอนุมัติ

1. โครงการขยายระบบไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ 2 (GBAS2)  

เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการขยายระบบไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ 1 มีวงเงินลงทุนโครงการ 9,170 ล้านบาท ประกอบด้วยงานก่อสร้างสายส่งความยาว 89.03 วงจร-กิโลเมตร
งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 1 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 4 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 9,200 เมกะโวลต์แอมแปร์ งานติดตั้ง Capacitor Bank 672 เมกะวาร์ และงานขยายระบบเบ็ดเตล็ด 21 งาน ความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 89.84 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564

2. โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPPP) 

เป็นโครงการก่อสร้างระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ จำนวน 4 โครงการ รวมกำลังผลิตประมาณ 4,400 เมกะวัตต์ มีวงเงินลงทุนโครงการทั้งสิ้น 7,958 ล้านบาท ประกอบด้วยงานก่อสร้างสายส่งความยาว 169.40 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 2 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 6 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 1,000 เมกะโวลต์แอมแปร์ และงานขยายระบบเบ็ดเตล็ด 4 งาน มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 76.84 โดยงานระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่แล้วเสร็จ จำนวน 3 โครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าบริษัท บูรพา พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด เพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบเงินลงทุนจำนวน 2,120.0 ล้านบาท ในการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า (New Transmission Facilities : NTF) คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569

3. โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1 : ส่วนสถานีไฟฟ้าแรงสูง (RSP1)  

เป็นโครงการปรับปรุง/เปลี่ยนทดแทน หรือเพิ่มเติมอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าและอาคารควบคุมในสถานีไฟฟ้าแรงสูง โดยมีวงเงินลงทุนโครงการ 3,815 ล้านบาท ประกอบด้วยงานก่อสร้างปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูง จำนวน 15 แห่ง มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 85.60 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566

4. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าหลักเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าผู้ผลิตเอกชนรายเล็กระบบ Cogeneration ตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าปี พ.ศ. 2553 (SPPC)  

เป็นโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าหลักเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าผู้ผลิตเอกชนรายเล็กระบบ Cogeneration วงเงินลงทุนโครงการ 10,610 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งความยาว 490 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 1 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูงและงานปรับปรุงระบบควบคุมและป้องกัน 93 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 2,500 เมกะโวลต์แอมแปร์ มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 91.96 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566

5. โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1 : ส่วนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (RLP1)  

เป็นโครงการปรับปรุงและขยายสายส่ง กฟผ. ทั่วประเทศ ที่เสื่อมสภาพตามวงเงินลงทุนโครงการ 9,850 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างปรับปรุงสายส่ง จำนวน 15 สายส่ง ความยาว 331 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างปรับปรุงและขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 14 แห่ง มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 91.75 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

6. โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู และขอนแก่น เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการใน สปป.ลาว (LNKP)

เป็นโครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี และเพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้า วงเงินลงทุนโครงการ 12,060 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งความยาวประมาณ 505 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 3 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 4 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 3,067 เมกะโวลต์แอมแปร์ มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 96.614 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565

7. โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 2 (RTS2)

เป็นโครงการฯ ระยะที่ 1 วงเงินลงทุนโครงการประมาณ 21,900 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างปรับปรุงสายส่ง จำนวน 11 สายส่ง ความยาว 1,267 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างปรับปรุงและขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง จำนวน 19 แห่ง มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 61.26 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568

8. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPE)

เป็นโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออก เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า รองรับโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และช่วยส่งเสริมการขยายตัวของอุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวในภาคตะวันออก วงเงินลงทุนโครงการ 12,000 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งความยาว 469.664 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 3 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 1 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 3,000 เมกะโวลต์แอมแปร์ และงานขยายระบบเบ็ดเตล็ด 8 งาน มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 38.30 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

9. โครงการขยายระบบไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ 3 (GBA3)  

เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการฯ ระยะที่ 2 เพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้งเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ วงเงินลงทุนโครงการ 12,100 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างและปรับปรุงสายส่งความยาว 194.91 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 2 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 4 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 8,100 เมกะโวลต์แอมแปร์ งานติดตั้ง Capacitor Bank 288 เมกะวาร์  และงานขยายระบบเบ็ดเตล็ด 27 งาน มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 58.71 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568

10. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า ระยะที่ 12 (TS12)

เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการฯ ระยะที่ 11 วงเงินลงทุนโครงการ 60,000 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งความยาว 3,127.927 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 7 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 75 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 25,700 เมกะโวลต์แอมแปร์ งานติดตั้ง Capacitor Bank 1,770 เมกะวาร์ งานติดตั้ง Static Var Compensator (SVC) Inductive 50 เมกะวาร์ / Capacitive 100 เมกะวาร์ และงานขยายระบบเบ็ดเตล็ด 182 งาน ความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 52.50 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568

11. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตก และภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIWS)

เป็นโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้ เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า โดยการก่อสร้างสายส่ง 500 กิโลโวลต์ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบส่ง 230 กิโลโวลต์เพิ่มเติม ครอบคลุมการจ่ายไฟฟ้าให้พื้นที่ภาคใต้ในระยะยาว เพื่อส่งกำลังไฟฟ้าจากภาคตะวันตก ภาคกลาง ไปยังภาคใต้ได้เพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมการขยายตัวของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว รวมทั้งแก้ไขปัญหาไฟฟ้าดับในพื้นที่ภาคใต้ วงเงินลงทุนโครงการ 63,200 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งความยาวประมาณ 2,192 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 1 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 8 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 4,000 เมกะโวลต์แอมแปร์ งานติดตั้ง Capacitor Bank 360 เมกะวาร์ งานติดตั้ง Shunt Reactor 1,760 เมกะวาร์ งานติดตั้ง Static Var Compensator (SVC) ขนาด Inductive 140 เมกะวาร์ / Capacitive 250 เมกะวาร์ และงานขยายระบบเบ็ดเตล็ด 10 งาน มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 47.08 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

12. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIEC)  

เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า และรองรับโครงการพลังงานทดแทนและทางเลือก รวมกำลังผลิตติดตั้ง 13,927 เมกะวัตต์ และรองรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid : APG) วงเงินลงทุนโครงการ 94,040 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งความยาว 2,645 วงจร-กิโลเมตร งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 13 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 12,000 เมกะโวลต์แอมแปร์ งานติดตั้ง Shunt Reactor 2,420 เมกะวาร์ งานติดตั้ง Static Var System (SVS) ขนาด Inductive 700 เมกะวาร์ / Capacitive 1,500 เมกะวาร์ และงานขยายระบบเบ็ดเตล็ด 2 งาน มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 23.18 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573 

13. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคเหนือตอนบนเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPN) 

เป็นโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคเหนือตอนบน โดยก่อสร้างสายส่ง 500 กิโลโวลต์ และ 230 กิโลโวลต์ เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถส่งพลังไฟฟ้าไปยังจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบส่งไฟฟ้า สนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวของประเทศ และรองรับโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต รวมทั้งเป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (APG) วงเงินลงทุนโครงการ 12,240 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งความยาว 420 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 1 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 7 แห่ง งานติดตั้งหม้อแปลง 3,350 เมกะโวลต์แอมแปร์ มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 19.32 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

14. ระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 (SBR1)  

เป็นโครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าใหม่ที่ทดแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครใต้ เครื่องที่ 1-5 ขนาดกำลังผลิต 1,330 เมกะวัตต์ ซึ่งจะถูกปลดออกจากระบบไฟฟ้าปี 2562 วงเงินลงทุนสำหรับระบบส่ง 1,090 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าใต้ดิน 230 กิโลโวลต์ จากลานไกไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า-สถานีไฟฟ้าแรงสูงพระนครใต้ ความยาว 1.0 วงจร-กิโลเมตร งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูงพระนครใต้ มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 74.88 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565

15. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่าง เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TILS)             

เป็นโครงการก่อสร้างระบบส่ง 500 กิโลโวลต์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงไปถึงจังหวัดสงขลา และปรับปรุงระบบส่ง 230 กิโลโวลต์ และ 115 กิโลโวลต์ เพิ่มเติม เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของภาคใต้ในระยะยาวให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคที่อยู่อาศัย ธุรกิจ อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวภายหลังจากเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) รองรับการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าหลักหรือโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายภาครัฐ สนองนโยบายการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า รองรับปัญหาข้อขัดข้องหรือหยุดซ่อมบำรุงประจำปีของท่อก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งรองรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน วงเงินลงทุนโครงการ 35,400 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่งความยาว 1,409 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่ 2 แห่ง งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 9 แห่ง และงานติดตั้งหม้อแปลง 4,000 เมกะโวลต์แอมแปร์ มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 5.617 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569

16. โครงการระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก (PCHP)  

เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทน และลดสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ วงเงินลงทุนสำหรับระบบส่ง 211.50 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างตัดสายส่ง 115 กิโลโวลต์ สิริกิติ์-อุตรดิตถ์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงผาจุก ความยาว 7 วงจร-กิโลเมตร งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงผาจุก และงานก่อสร้างปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูง 2 แห่ง มีความก้าวหน้าของงาน ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 52.688 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564

17. โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ระยะที่ 3 (IPP3)    

เพื่อเชื่อมโยงโครงการโรงไฟฟ้าผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ (IPP) เข้ากับระบบไฟฟ้าของ กฟผ. สนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออก และภาคกลาง เพิ่มความคล่องตัวในด้านปฏิบัติการควบคุมและการจ่ายไฟฟ้าในภาคตะวันออก รวมทั้งกรณีที่ต้องปลดโรงไฟฟ้าเข้า/ออกในการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ และโรงไฟฟ้าที่หยุดซ่อมบำรุงรักษา โดยมีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 12.186 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566

สำหรับโรงไฟฟ้าที่ผ่านการคัดเลือกตามนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (Independent Power Producer : IPP)  คือ บริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด (Gulf SRC Company Limited) ขนาดกำลังผลิต 2,500 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) 1 มีนาคม 2564 และบริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด (Gulf PD Company Limited) ขนาดกำลังผลิต 2,500 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) 1 มีนาคม 2566 

18. โครงการปรับปรุง/แก้ปัญหาระบบส่งไฟฟ้า โดยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานที่จังหวัดชัยภูมิและลพบุรี (ESCL)

เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในระบบไฟฟ้าของ กฟผ. ด้านแรงดันและความถี่ รวมถึงลดความผันผวนการจ่ายไฟของพลังงานทดแทน (Renewable Firming) สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2015) ลดค่าความสูญเสียในระบบไฟฟ้า (System Loss Saving) และเป็นโครงการนำร่องเพื่อใช้ศึกษาประเมินผลและเก็บข้อมูลเพื่อขยายผลใช้งานในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป โดยมีความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ณ เดือนธันวาคม 2563 ร้อยละ 42.291 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564

19. โครงการระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าของบริษัท หินกอง เพาเวอร์ จำกัด (THKP)

เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคตะวันตกและภาคใต้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ให้กลุ่มผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (RATCH) ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าภาคตะวันตกเดิม ขนาดกำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) 1 มีนาคม 2567 และก่อสร้างใหม่ ขนาดกำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) 1 มกราคม 2568 รวม 1,400 เมกะวัตต์ โดยให้กลุ่ม RATCH เป็นผู้รับผิดชอบเงินลงทุนการปรับปรุงท่อส่งก๊าซธรรมชาติและสายส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566

20. โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กประเภท Firm ระบบ Cogeneration ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2562-2568  (TSFC)

เป็นการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายจากภาคนโยบายและกำกับ เพื่อให้ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงระบบไฟฟ้า รองรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ระบบ Cogeneration เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในระบบไฟฟ้าของ กฟผ. ด้านการทำงานของอุปกรณ์ระบบควบคุมและป้องกัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568

โครงการที่อยู่ระหว่างขออนุมัติดำเนินการ

1. โครงการปรับปรุงอุปกรณ์ระบบส่งเชื่อมโยงไฟฟ้าแรงสูงกระแสตรง (HVDC) สถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ (RHDC)

เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะให้ประเทศไทยเป็นตลาดกลางศูนย์กลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคฯ อีกทั้งระบบส่งเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียเป็นระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงกระแสตรง (HVDC) และปัจจุบัน สถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ มีอายุการใช้งานประมาณ 19 ปี ซึ่งอุปกรณ์มีความเสื่อมสภาพการใช้งาน กฟผ. จึงมีความจำเป็นที่ต้องเตรียมความพร้อมของระบบส่งไฟฟ้าให้มีความมั่นคงเชื่อถือได้ จึงดำเนินโครงการปรับปรุงอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าฯ เพื่อยืดอายุการใช้งานออกไปอีกให้ได้อย่างน้อย 10 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566

2. ระบบส่งเชื่อมโยงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ (URS1)

เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ภายในประเทศให้ได้เต็มศักยภาพ ลดการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ และรักษากำลังการผลิตรวมของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 (PDP2018) โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ขนาดกำลังผลิต 24 เมกะวัตต์ มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2566

3. โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 (SEZ1)  

กฟผ. ได้ก่อสร้าง/ปรับปรุงสายส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ และ 115 กิโลโวลต์ เพิ่มเติมบริเวณจังหวัดตาก และจังหวัดมุกดาหาร เพื่อให้สามารถส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นและเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในระยะยาว  และรองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งยังไม่มีแผนงานพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าอื่น ๆ มารองรับ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

4. ระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8-9 (MMR2)

เป็นการดำเนินงานระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8-9 ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 8-9 ที่มีกำหนดปลดออกจากระบบในปี 2565 และปี 2568 ตามลำดับ มีขนาดกำลังผลิตตามสัญญา 600 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะเป็นเชื้อเพลิง  เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า อีกทั้งเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลในด้านการใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่ภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2569 

5. ระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าน้ำพองทดแทน (NPR1)

เป็นการดำเนินงานระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการโรงไฟฟ้าน้ำพองทดแทน ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ทดแทนโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1-2 ซึ่งมีกำหนดปลดออกจากระบบไฟฟ้าในปี 2568 เพื่อให้ระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความมั่นคง โดยโรงไฟฟ้าน้ำพองทดแทนมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 650 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก และใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2568

6. โครงการพัฒนาระบบเคเบิ้ลใต้ทะเลไปยังบริเวณอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (SPSS)

การก่อสร้างระบบเคเบิ้ลใต้ทะเล (Submarine Cable) ขนาด 230 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าแรงสูงขนอม ไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงเกาะสมุย (สถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งใหม่) จำนวน 2 วงจร รวมระยะทาง ประมาณ 52.5 กิโลเมตร บนเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังพื้นที่หมู่เกาะทะเลใต้บริเวณอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่เกาะข้างเคียง พื้นที่ดังกล่าว ตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น และเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในระยะยาว คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569

7. โครงการปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (HSIT)

เพื่อรักษาและเสริมความมั่นคงการจ่ายพลังงานไฟฟ้า ลดความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายของอุปกรณ์ของสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้ดำเนินการก่อสร้าง ขยายและปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูงยะลา 1 สถานีไฟฟ้าแรงสูงปัตตานี และสถานีไฟฟ้าแรงสูงสุไหงโก-ลก จากสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบใช้ฉนวนอากาศ (Air Insulated Substation: AIS) ให้เป็นสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบใช้ฉนวนก๊าซ (Gas Insulated Substation: GIS) คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569

8. ระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) (SBA1)

ระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าระหว่างสถานีไฟฟ้าแรงสูงพระนครใต้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) โรงไฟฟ้าใหม่ที่จะทดแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ ชุดที่ 1-3 และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1-2 ที่จะทยอยปลดออกจากระบบ ในปี 2563-2579 เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในเขตนครหลวง โดยโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) มีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 2,100 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก มีกำหนดจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (SCOD) ชุดที่ 1 ในปี 2569 และชุดที่ 2-3 ในปี 2570

9. ระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1-2 (SRC1)

มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการส่งจ่ายไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1-2 ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในภาคใต้ ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากภาคกลางและการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย โดยมีกำหนดจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2570 และ 2572 ตามลำดับ

10. ระบบส่งไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (ส่วนเพิ่ม) ระยะที่ 1 (NBA1)

มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการส่งจ่ายไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (ส่วนเพิ่ม) ซึ่งมีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2571 เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในเขตนครหลวงซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1.9 ต่อปี 

11. โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 (SEZ2)

ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ประกอบด้วย จังหวัดตาก สระแก้ว สงขลา ตราด มุกดาหาร และหนองคาย และระยะที่ 2 ประกอบด้วยจังหวัดนราธิวาส เชียงราย นครพนม และกาญจนบุรี กฟผ. จึงได้เสนอ “โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 2” ซึ่งเป็นการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มเติม บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งพลังงานไฟฟ้าตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น และยังช่วยรองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว รองรับการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต สอดคล้องตามนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของภาครัฐและแผน PDP2018 Revision 1 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572

Skip to content