ประเทศไทยเรียนรู้อะไร จากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในยุโรป
7 May 2025
เหตุการณ์ไฟฟ้าดับในประเทศสเปน โปรตุเกสและฝรั่งเศสบางส่วน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ดูจะเป็นฝันร้ายของวงการพลังงาน เพราะไม่เพียงความเดือดร้อนโกลาหลของประชาชนหลายล้านคนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่คิดเป็นมูลค่ามหาศาล แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นก็คือ บทเรียนราคาแพงที่หลายประเทศต้องตระหนักถึงสาเหตุสำคัญของการเกิดไฟฟ้าดับ
การเกิดไฟฟ้าดับในครั้งนี้มีสาเหตุจากปรากฏการณ์บรรยากาศผิดปกติ ซึ่งมีต้นเหตุมาจากความแปรปรวนของอุณหภูมิ (Temperature Fluctuation) อย่างรวดเร็วในพื้นที่ประเทศสเปน ทำให้สายส่งเชื่อมโยงระหว่างสเปนและฝรั่งเศสเกิดขัดข้องไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ ส่งผลให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าในสเปนไม่มีเสถียรภาพ และลุกลามบานปลายไปยังสายส่งเชื่อมโยงระหว่างสเปน-โปรตุเกส จนเกิดเหตุขัดข้องจ่ายกระแสไฟฟ้าไม่ได้ตามไปอีก เมื่อระบบไฟฟ้าขาดความเสถียรจึงเป็นเหตุให้โรงไฟฟ้าปลดตัวเองออกจากระบบผลิต เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง เป็นการซ้ำเติมระบบไฟฟ้าให้เลวร้ายเกินกว่าจะแก้ไข


อะไรคือสาเหตุของไฟฟ้าดับกันแน่
จากข้อมูลสถิติของ European Network of Transmission System Operators for Electricity (ENTSO-E) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ควบคุมระบบส่งไฟฟ้าแห่งยุโรป แสดงให้เห็นว่าจากความแปรปรวนของอุณหภูมิทำให้มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 9,544 เมกะวัตต์ ในวันที่ 17 มีนาคม 2568 เพิ่มเป็น 19,060 เมกะวัตต์ ในวันที่เกิดเหตุไฟฟ้าดับ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 76.5% ของความต้องการใช้ไฟฟ้า ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงเดินเครื่องอยู่เพียง 7.3 % ของกำลังผลิตติดตั้ง

นอกจากนี้ จากข้อมูลกราฟความต้องการใช้ไฟฟ้าของสเปน ก่อนและหลังเกิดเหตุการณ์ มีไฟฟ้าดับมากถึง 14,280 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นปริมาณไฟฟ้าที่มากเกินกว่าจะกู้คืนระบบได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว

ไฟฟ้าดับครั้งนี้บอกอะไรกับเรา
แม้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะมีความสำคัญในแง่ของการเป็นพลังงานสะอาด แต่ระบบไฟฟ้าที่มั่นคงก็ยังจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักประเภทที่มี Generator หมุน หรือ Spinning เช่น โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าพลังความร้อน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งมีความสามารถในการรักษาความถี่ไฟฟ้า (Frequency) ให้อยู่ในเกณฑ์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถทำได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าหายไปจากระบบ โรงไฟฟ้าที่มี Generator หมุน จะเข้ามาช่วยชะลอความถี่ไฟฟ้าไม่ให้ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบมีความเสถียรมากขึ้น ดังนั้น หากมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนปริมาณมาก ก็ต้องมีโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเป็น Spinning Reserve รองรับให้มากพอเช่นกัน
ประเทศไทยจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยสเปนหรือไม่
แม้ระบบไฟฟ้าของไทยจะมีผู้ผลิตไฟฟ้าหลายราย ทั้ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และรายเล็ก (SPP) แต่ กฟผ. ก็ยังเป็นผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ จากเหตุการณ์ครั้งนี้จะเห็นว่า เสถียรภาพของระบบไฟฟ้าของประเทศมีความสำคัญมาก ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ที่จะกระทบกับความมั่นคงระบบไฟฟ้าขึ้น กฟผ. มีระบบป้องกันพิเศษที่สามารถปลดโรงไฟฟ้าหรือตัดการจ่ายไฟในบางพื้นที่เพื่อควบคุมเหตุการณ์ไม่ให้ลุกลามจนควบคุมไม่ได้ มีการควบคุมสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของพลังงานหมุนเวียนให้เหมาะสม เพื่อให้มีโรงไฟฟ้าหลักเพียงพอที่จะรักษาระบบเมื่อพลังงานหมุนเวียนหายไป มีการควบคุม Spinning Reserve ให้อยู่ในเกณฑ์ และมีโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟฟ้าในระยะเวลาอันสั้น เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อจ่ายไฟฟ้าเมื่อระบบต้องการได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีระบบส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงไทย-มาเลเซีย HVDC ที่เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของระบบ แต่อย่างไรก็ตาม กฟผ. ยังต้องพัฒนาโรงไฟฟ้าหลักให้มีความยืดหยุ่นในการเดินเครื่อง เพื่อทำหน้าที่เป็น Flexible Power Plant สามารถเพิ่ม/ลดกำลังการผลิตได้สอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าในทุกช่วงเวลา และนำ Static Synchronous Compensator (STATCOM) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้าของประเทศ รวมทั้งพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) ขนาดใหญ่ระดับ Grid Scale เพื่อให้สามารถรองรับความผันผวนของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต


เมื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ได้แล้ว ก็ต้องหันกลับมามองแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2024 ที่กำลังทบทวนกันอยู่ให้ดีๆ โรงไฟฟ้าแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัด ต้องวางแผนให้รอบคอบ ประเทศไทยจะได้ไม่ต้องฝันร้ายเหมือนสเปน
