บ้านไร่โมเดล : จากชีววิถีสู่ชุมชนศักยภาพ พร้อมก้าวสู่ SE อย่างยั่งยืน
26 June 2025
ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่บางครั้งการเติบโตที่ยั่งยืน อาจมาจากก้าวเล็ก ๆ ที่มั่นคงและมีเป้าหมายที่ชัดเจน วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “ชุมชนบ้านไร่” จังหวัดเพชรบูรณ์ บนเส้นทางการพัฒนาจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ด้วยแนวคิด “ชีววิถี” สู่ชุมชนต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่สะท้อนให้เห็นว่า “ก้าวเล็ก ๆ” หากเดินอย่างมั่นคงและมีทิศทาง สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้


“บ้านไร่” ในวันที่ยังไม่รู้จัก “ชีววิถี”
“ชุมชนบ้านไร่” ตั้งอยู่ใน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มีประชากรประมาณ 223 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเขียว และผักตามฤดูกาล แบบวิถีชาวบ้าน คือปลูกตามกระแสตลาด พืชชนิดใดมีราคาดี ทุกคนก็จะหันมาปลูกตามกัน ทำให้บางปีผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงประสบปัญหารายได้ไม่แน่นอน
นอกจากนี้ การพึ่งพาสารเคมีในการเพาะปลูกยังทำให้มีต้นทุนสูง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชน ทั้งจากการใช้สารเคมีไม่ถูกวิธี และการบริโภคพืชผักที่ปนเปื้อนสารเคมี จากผลการตรวจสุขภาพของคนในชุมชนพบว่า กว่าร้อยละ 70 มีการสะสมสารพิษในร่างกายปริมาณสูง หลายคนมีอาการเจ็บป่วยแบบเรื้อรัง และมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ชุมชนบ้านไร่จึงเผชิญสภาพปัญหามาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต
จุดเปลี่ยน : เมื่อ “ชีววิถี” เข้ามาในชุมชน
ปี 2562 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชน เมื่อโครงการ “ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์ ได้เข้ามาให้ความรู้และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงวิถีการเกษตรของชาวบ้านไร่ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์ สอนวิธีการใช้สารอินทรีย์ในการปลูกพืชแทนสารเคมี การขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์จากธรรมชาติที่มีประโยชน์ (EM) การทำปุ๋ยอินทรีย์หรือ “โบกาฉิ”


การเข้ามาของ “ชีววิถี” ได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำเกษตรในชุมชน จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวสู่การเกษตรแบบผสมผสาน มีการวางแผนการปลูกพืชแบบหมุนเวียน มีการจัดสรรพื้นที่การปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ อาทิ ปลา ไก่ และกบ ตลอดจนการทำบัญชีครัวเรือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนและวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง และมีผลผลิตเป็นรายได้สำหรับครอบครัว

นายอภิชาติ ชนประชา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์ กล่าวว่า การเข้ามาให้ความรู้และพัฒนาแนวทางการทำเกษตรให้กับชุมชน เป็นความร่วมมือกับ กฟผ. ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของวิทยาลัย ฯ ในการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพและถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยชุมชนบ้านไร่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และมีความร่วมมือร่วมใจในชุมชนที่ดีมาก
ย่างก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลง จากแรงขับเคลื่อนของชุมชน
ทุกการเปลี่ยนแปลง จุดที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้น ชุมชนบ้านไร่ก็เผชิญความท้าทายนี้เช่นกัน การปรับเปลี่ยนจากวิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ย่อมเกิดความสงสัย ความลำบาก และความไม่มั่นใจ “ผู้ใหญ่มเนศ” หรือ นายมเนศ จันดา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลบ้านไร่ และคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้ตอบรับความท้าทายนี้ ด้วยการนำแนวคิดชีววิถีมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านคนอื่น ๆ โดยไม่เพียงแต่ทำเกษตรอินทรีย์ในครัวเรือนของตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้ครัวเรือนอื่น ๆ ปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

“ผู้ใหญ่มเนศ” ได้เล่าถึงแนวทางการนำแนวคิดชีววิถีมาปรับใช้กับชุมชนว่า ในระยะแรกได้ทดลองชักชวนชาวบ้านมารวมกลุ่ม เพื่อวางแผนการปลูกพืชแบบหมุนเวียนร่วมกัน โดยแบ่งสมาชิกออกเป็น 7 กลุ่ม เวียนปลูกพื้นต่างชนิดกัน ระยะเวลารอบละ 45 วัน ทำให้ผลผลิตเพียงพอ มีความหลากหลาย และไม่เกิดภาวะล้นตลาด แล้วจึงได้ขยายผลจัดตั้ง “ธนาคารผักปลอดภัยชุมชนบ้านไร่” ขึ้น เพื่อช่วยสนับสนุนการปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ผลผลิตที่เกินจากการบริโภคในครัวเรือนก็สามารถนำมาฝากขาย เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้เห็นว่าทำได้จริง ความสนใจเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มก็จะขยายออกไปเองเรื่อย ๆ เป็นการใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย ลดการทำเกษตรแบบเคมี ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น
แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดความยั่งยืน หากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคนในชุมชน ซึ่งชุมชนบ้านไร่ถือเป็นต้นแบบสำคัญในด้านความสามัคคี สมาชิกทุกคนช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย
“พี่ยิ้ม” นายเลี่ยม เขตรภูเขียว หนึ่งในสมาชิกของชุมชนบ้านไร่เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ ในการนำแนวคิดชีววิถีไปปรับใช้ในครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลจริง พี่ยิ้มเล่าว่า


“เดิมเคยทำงานในกรุงเทพฯ อยู่ 20 ปี แต่เมื่อพ่อแม่อายุมากขึ้น และพื้นฐานครอบครัวเดิมก็เป็นเกษตรกรอยู่แล้ว จึงตัดสินใจกลับมาที่บ้านไร่ เพื่อทำเกษตรและดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน แรก ๆ ทำเกษตรเชิงเดี่ยวเหมือนคนอื่น ๆ แต่เมื่อชีววิถีเข้ามาก็ลองสมัครเข้ากลุ่ม ทดลองเอาความรู้มาปรับใช้ในการทำเกษตร เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน เลิกใช้สารเคมี ทำให้มีแหล่งอาหารปลอดภัยในบ้าน พื้นที่บางส่วนก็แบ่งเพาะพันธุ์พืชเพื่อจำหน่าย ทำให้มีรายได้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานให้กับคนอื่น และมีหน่วยงานต่าง ๆ ศึกษาดูงานอีกด้วย” พี่ยิ้มกล่าว
ศักยภาพของบ้านไร่ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
จากการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชุมชนบ้านไร่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน สมาชิกในชุมชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พบอาการเจ็บป่วยน้อยลงจากการลดสารเคมีในการทำเกษตร สภาพแวดล้อมโดยรวมก็ดีขึ้น ดินปรับสภาพดีขึ้นด้วยสารอินทรีย์จากธรรมชาติ ในด้านความเป็นอยู่ชาวบ้านก็มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินครัวเรือนลดลง จากการเปลี่ยนมาใช้สารอินทรีย์ในการเพาะปลูก ต้นทุนการผลิตจากปุ๋ยกระสอบละ 1,000 บาท เหลือเพียงต้นทุนการทำสารอินทรีย์เฉลี่ยต่อหน่วยไม่ถึง 100 บาท ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ก็ตอบโจทย์ ไม่ล้นตลาด แถมเพิ่มมูลค่าจากการวางแผนการผลิตและการจำหน่ายที่ชัดเจน




การเปลี่ยนแปลงของชุมชนบ้านไร่จากการทำเกษตรเคมีสู่แนวทาง “ชีววิถี” ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนออกมาเป็นความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ผ่านรางวัลมากมายที่ชุมชนได้รับตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาทิ
– รางวัลชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รองชนะเลิศอันดับ 2 ระดับประเทศ ประเภทชุมชน ปี 2562
– รางวัลชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชนะเลิศ ระดับประเทศ ประเภทราษฎร ปี 2563
– รางวัลชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชนะเลิศ ระดับประเทศ ประเภทชุมชน ปี 2565
– โล่พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ปี 2565
– รางวัลชนะเลิศหมู่บ้านต้นแบบประชาธิปไตย ปี 2567
– รางวัลชนะเลิศหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง (หมู่บ้านอยู่เย็น) ปี 2568
นอกจากการส่งเสริมให้ชุมชนบ้านไร่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยแนวทางชีววิถีแล้ว กฟผ. ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนให้ชุมชนก้าวไปอีกขั้น ด้วยการสนับสนุนให้ชุมชนบ้านไร่จดแจ้งเป็นกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (Social Business Group) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 การจดแจ้งนี้ไม่เพียงเป็นการรับรองสถานะของชุมชนในฐานะกลุ่มที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาและต่อยอดสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) ในอนาคต ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุน การสนับสนุนจากภาครัฐ และการขยายผลเชิงธุรกิจที่ยังคงรักษาเป้าหมายเพื่อสังคมไว้ได้อย่างมั่นคง

“บ้านไร่โมเดล” คือ บทพิสูจน์ของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้จากก้าวเล็ก ๆ ที่มีเป้าหมายชัดเจน และความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน พัฒนาจากชุมชนเกษตรเชิงเดี่ยวที่เคยเผชิญปัญหาสุขภาพ หนี้สิน และสิ่งแวดล้อม ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด “ชีววิถี” ที่ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการทำเกษตร แต่ยังเปลี่ยนวิธีคิดและวิถีชีวิตของผู้คน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น “บ้านไร่” จึงไม่เป็นเพียงชุมชนที่เปลี่ยนแปลงตนเองได้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศเห็นว่า “ความยั่งยืน” เริ่มต้นได้จากภายใน และเติบโตได้ด้วยพลังของทุกคนในพื้นที่
