กฟผ. ชู ‘Triple Balance’ ดันโรงไฟฟ้า SMR-โซลาร์ลอยน้ำ มุ่งเป้า Net Zero 2050 พร้อมเปลี่ยน CSR สู่ CSV สร้างมูลค่าร่วมชุมชน#
14 January 2026

ในงานสัมมนา “ทิศทางโลก ทิศทางไทย : Global Dynamics and Thailand’s Future” เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ช่วงการเสวนาหัวข้อ เจาะลึกกฎระเบียบโลกใหม่และโอกาสทางธุรกิจสีเขียว “The Sustainability Imperative: ESG as a Core Business Strategy” นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ขึ้นเวทีร่วมแสดงวิสัยทัศน์ที่เปี่ยมด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขององค์การพลังงานหลักของชาติ โดยชี้ให้เห็นว่า กระแสความยั่งยืน (Sustainability) และ ESG (Environment, Social, Governance) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “กติกาบังคับ” ของโลกใหม่ที่ กฟผ. ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าการ กฟผ. เริ่มต้นด้วยการฉายภาพพลวัตของโลกพลังงานที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าพลังงานโลก ในวันนี้จะหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องมีการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญที่ ผู้ว่าการ กฟผ.เน้นย้ำคือ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกในปัจจุบัน “ไม่ได้เป็นเพียงเกณฑ์ข้อเสนออีกต่อไป แต่จะเป็นกติกาบังคับ” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศต่าง ๆ กว่า 124 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่ต่างมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

สำหรับ กฟผ. การประกาศเร่งเป้าหมาย Carbon Neutrality ให้เร็วขึ้นถือเป็น “สัญญาณเชิงนโยบายที่สำคัญมาก” ที่จะกระตุ้นให้อุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งระบบตื่นตัวและเร่งปรับตัวเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และลดภาระของผู้ประกอบการในการแข่งขันในเวทีโลก
หัวใจสำคัญของการเสวนาในครั้งนี้ คือ การเปิดเผยถึงกลยุทธ์หลักในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ ภายใต้โจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น ผู้ว่าการ กฟผ. อธิบายว่า กฟผ. ต้องบริหารจัดการแบบ “Triple Balance” หรือการสร้างสมดุลใน 3 มิติที่ท้าทาย ได้แก่:

1. ความมั่นคง (Security): ระบบไฟฟ้าต้องมีความเสถียร สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง (24/7) รองรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการความต่อเนื่อง ไฟตกหรือไฟดับไม่ได้
2. ความรักษ์โลก (Green): ต้องลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามข้อกำหนดของโลก
3. ราคา (Affordable Price): แม้พลังงานจะมั่นคงและสะอาด แต่ถ้าราคาแพงเกินไป ประชาชนและภาคธุรกิจ
ก็จะอยู่ยาก ดังนั้นราคาต้องสมเหตุสมผลและเข้าถึงได้
การรักษาสมดุลทั้ง 3 ด้านนี้ นำมาสู่การปรับบทบาทของ กฟผ. จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้า (Power Generator) มาสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการความมั่นคงของระบบ” (Grid Security Manager) ที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น
จาก Floating Solar สู่ SMR#
ในมิติของการปรับเปลี่ยนแหล่งผลิตไฟฟ้า (Source Transformation) ผู้ว่าการ กฟผ. ได้ขยายความถึงโครงการที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ “โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ” (Floating Solar Project) ซึ่งปัจจุบัน
โครงการที่เขื่อนสิรินธรถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุด และ กฟผ. มีแผนที่จะขยายโมเดลนี้ไปยังเขื่อนอื่น ๆ ทั่วประเทศ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบ


นอกจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว ผู้ว่าการ กฟผ. ยังได้กล่าวถึงเทคโนโลยีอนาคตอย่าง โรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactors) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานที่มี “เสน่ห์” ในตัวเอง เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถควบคุมได้และเป็นโรงไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่มีความมั่นคง แต่ความท้าทายคือ โรงไฟฟ้า SMR ต้องการโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายรองรับที่ชัดเจน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาและเตรียมความพร้อมอยู่

เมื่อพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบมากขึ้น ความท้าทายที่ตามมาคือ ความผันผวน (Intermittency) เพราะแสงแดดและลมไม่ได้มีตลอดเวลา การมีพลังงานหมุนเวียนจึงต้องมาพร้อมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)ควบคู่กับการพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีความยืดหยุ่น (Flexible Power Plant)
การวางแผนระบบไฟฟ้าในยุคใหม่จึงเปลี่ยนไปจากเดิมที่วางแผนแบบ “นิ่ง ๆ” มาเป็นการวางแผนที่ต้องคำนึงถึงความผันผวน และนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวตั้ง ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพยากรณ์และควบคุมการจ่ายไฟ จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของไทยยังคงความมั่นคงท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านนี้
จาก CSR สู่ CSV: สร้างมูลค่าร่วมที่ยั่งยืน#

ในมิติของสังคม (Social) ผู้ว่าการ กฟผ. ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจในการเปลี่ยนผ่านจาก CSR (Corporate Social Responsibility) แบบเดิมที่เน้นการ “ให้” ไปสู่ CSV (Creating Shared Value) หรือการสร้าง “คุณค่าร่วมกัน” ระหว่างองค์การกับชุมชน
ตัวอย่างโครงการ CSV ที่ กฟผ. ดำเนินการ เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร หรือ “โครงการโคก หนอง นา โมเดล” วิถีใหม่ที่นำองค์ความรู้ของ กฟผ. ไปช่วยบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และต่อยอดไปสู่การทำธุรกิจชุมชน
กฟผ. ได้นำหลัก GRC (Governance, Risk Management, Compliance) มาใช้ในการบริหารจัดการทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การตัดสินใจและการดำเนินงานในทุกมิติ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป

ประเด็นที่น่าจับตามองคือ การใช้เครื่องมือทางการเงิน (Financial Instruments) เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน กฟผ. ประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) และพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากสะท้อนให้เห็นว่าภาคการเงินพร้อมสนับสนุนโครงการที่ตอบโจทย์ ESG และ กฟผ. มีแผนที่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้เพิ่มขึ้นในอนาคต
ตอนท้าย ผู้ว่าการ กฟผ. ได้ตอกย้ำบทบาทใหม่ของ กฟผ. ว่า จะไม่ใช่แค่ผู้ผลิตไฟฟ้า แต่จะเป็น “Ecosystem Connector”หรือผู้เชื่อมโยงระบบนิเวศพลังงาน โดยการจับมือกับพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการปล่อยสินเชื่อ “Green Loan” ดอกเบี้ยต่ำให้กับประชาชนที่ต้องการสร้างบ้านประหยัดพลังงาน หรือการร่วมมือกับ แสนสิริ และ ธนาคารกสิกรไทย ในการทำแพลตฟอร์ม Solar Rooftop ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า ESG สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปได้พร้อม ๆ กัน

“วันนี้ ESG หมายถึง Environment, Social, Governance แต่ต่อไปในมุมมองของผม คนอาจพูดว่า ESG คือ Everyone Say Good ก็ได้ เพราะความยั่งยืนที่แท้จริง ต้องดีต่อโลก ดีต่อเศรษฐกิจและดีต่อทุกคนในสังคมไปพร้อมกัน” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวฝากในตอนท้าย
