เปิดโลกเทคโนโลยี Fuel Cell ระดับโลกที่เกาหลีใต้ สู่อนาคตพลังงานสะอาดไทย#

16 January 2026

          เมื่อพูดถึงพลังงานแห่งอนาคต หนึ่งในคำที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “ไฮโดรเจน” พลังงานสะอาดที่สามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเดินทางศึกษาดูงานที่บริษัท Doosan Fuel Cell เมืองอิกซัน (Iksan) ประเทศเกาหลีใต้ในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีและแนวคิดของหนึ่งในผู้ผลิตเซลล์เชื้อเพลิงระดับโลก ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไฮโดรเจนของประเทศเกาหลีใต้และอีกหลายประเทศทั่วโลก

          Doosan Fuel Cell มีรากฐานเทคโนโลยีจากบริษัท Pratt & Whitney ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยผลิตเซลล์เชื้อเพลิงแบบ Alkaline ให้กับโครงการอวกาศ Apollo ขององค์การ NASA ก่อนที่ Doosan จะเข้าซื้อกิจการในปี 2014 และทำให้กลายเป็นผู้ที่ครอบครองเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงขั้นสูงและต่อยอดพัฒนาเชิงพาณิชย์ในประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ ปัจจุบัน Doosan มีประสบการณ์มากกว่า 60 ปีในอุตสาหกรรมพลังงาน และถือครองส่วนแบ่งตลาดเซลล์เชื้อเพลิงในเกาหลีใต้เกือบครึ่ง ผลงานที่โดดเด่นของบริษัท เช่น โครงการโรงไฟฟ้า Shinincheon Bitdream ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังการผลิตสูงถึง 79 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีโครงการ Busan Fuel Cell CHP โรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกของเกาหลีใต้ที่ติดตั้งระบบเซลล์เชื้อเพลิงในอาคารสองชั้น เพื่อผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อนป้อนสู่เมืองปูซาน รวมทั้งการติดตั้งใช้งานภายในอาคารสูงอันดับ 6 ของโลก อย่าง LOTTE World Tower กลางกรุงโซล สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและในพื้นที่จำกัดใจกลางเมือง

          เมื่อมาถึงพื้นที่โรงงาน Doosan Fuel Cell สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยระบบจัดการที่เป็นระเบียบ โรงงานแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี 2017 เพื่อผลิตเซลล์เชื้อเพลิงแบบ Phosphoric Acid Fuel Cell (PAFC) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ด้วยกำลังการผลิตชุดเซลล์เชื้อเพลิงสูงถึง 300 เมกะวัตต์ต่อปี ภายในอาคารผลิตขนาดใหญ่เต็มไปด้วยกระบวนการประกอบชิ้นส่วนเซลล์เชื้อเพลิงด้วยระบบอัตโนมัติที่มีความละเอียดและเที่ยงตรงสูง โดยแต่ละโมดูลที่ผลิต มีขนาดใหญ่เท่าตู้คอนเทนเนอร์ ภายในประกอบด้วยเซลล์เชื้อเพลิงที่ทำงานร่วมกัน เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างไฮโดรเจนกับออกซิเจน

          เจ้าหน้าที่ของ Doosan อธิบายให้ฟังว่า เซลล์เชื้อเพลิงแบบ PAFC หนึ่งตู้คอนเทนเนอร์มีกำลังผลิตไฟฟ้าระหว่าง 440 ถึง550 กิโลวัตต์ มีจุดเด่นคือเซลล์เชื้อเพลิงสามารถออกแบบให้ผลิตไฟฟ้าได้จากก๊าซไฮโดรเจน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จึงมีความยืดหยุ่นสูง เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในเมืองหรืออาคารที่ต้องการพลังงานแบบผสม คือ มีความต้องการใช้งานทั้งพลังงานไฟฟ้าและความร้อน

          นอกจากการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงแบบ PAFC แล้ว บริษัท Doosan ยังขยายเทคโนโลยีสู่เซลล์เชื้อเพลิงรุ่นใหม่อย่าง Solid Oxide Fuel Cell (SOFC) ซึ่งผลิตที่โรงงานแห่งใหม่ในเมืองกุนซัน (Gunsan) ที่เพิ่งเริ่มดำเนินการในปี 2024 มีกำลังผลิตเซลล์เชื้อเพลิง 50 เมกะวัตต์ต่อปี โดย SOFC หนึ่งชุดมีกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้จากก๊าซธรรมชาติ มีประสิทธิภาพสูง และสามารถซ่อมบำรุงได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมหนัก และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก รวมไปถึงภาคการขนส่งทางทะเลที่ Doosan ได้ร่วมมือกับบริษัทระดับโลกอย่าง Shell และ Korea Shipbuilding & Offshore Engineering  ทำการวิจัยการใช้เซลล์เชื้อเพลิงกับเรือพาณิชย์ เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งทางทะเล อีกเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจ คือ PEM Electrolyzer ซึ่งโรงงาน Doosan ที่รัฐ Connecticut สหรัฐอเมริกา กำลังวิจัยและพัฒนาการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากน้ำและไฟฟ้า ในรูปแบบของโมดูลขนาด 100 เมกะวัตต์ โดยมีแผนจะนำไปใช้งานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และมีการทดสอบระบบที่เกาะเชจูของเกาหลีใต้ เพื่อรองรับเศรษฐกิจพลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต

          อุตสาหกรรมเซลล์เชื้อเพลิงของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะของ Doosan Fuel Cell ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตอุปกรณ์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไฮโดรเจนในเกาหลีใต้ เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีการนำร่องโครงการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมผลิตไฟฟ้าบริเวณอ่างพักน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา โดยนำพลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฮโดรเจนสะอาด ผ่านกระบวนการ Electrolyzer เพื่อแยกน้ำด้วยไฟฟ้าออกเป็นก๊าซออกซิเจน และก๊าซไฮโดรเจน โดยไฮโดรเจนที่ได้จะถูกนำไปจัดเก็บ แล้วจึงนำไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าด้วยเซลล์เชื้อเพลิง ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์จ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง นับเป็นก้าวแรกของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนสะอาด นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีแผนศึกษาความเหมาะสมโครงการผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization & Storage : CCUS) มาใช้เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน นำมาผลิตไฟฟ้าร่วมกับเซลล์เชื้อเพลิงแบบ SOFC อีกด้วย

          นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนการนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงเพื่อผสมไฮโดรเจนให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม โดยกำหนดเป้าหมายที่จะนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 5% รวมถึงศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียจากพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น ภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งมีปริมาณรังสีดวงอาทิตย์สูง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ได้เร็วขึ้นภายในปี 2050

          วันนี้เทคโนโลยีไฮโดรเจนอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศเกาหลีใต้ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปีจากการวิจัยขั้นต้น จนสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ได้อย่างมั่นคง ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพไม่น้อย หากเราก้าวเดินอย่างต่อเนื่องและมุ่งมั่น วันหนึ่ง “พลังงานไฮโดรเจนของไทย” ก็จะไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่จะกลายเป็นพลังงานสะอาดที่ขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง