วิกฤตพลังงานระลอกใหม่ ไทยรับมืออย่างไร ?

8 April 2026

          สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามกลายเป็นวิกฤตพลังงานไปทั่วโลกขึ้นมาทันทีเมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ  เพราะหมายถึงเส้นทางขนส่งพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ประมาณ 20 % หรือมากกว่า 1 ใน 5 ของการบริโภคพลังงานโลกไม่สามารถใช้งานได้ สำหรับประเทศไทยไม่เพียงน้ำมันสำหรับภาคการขนส่งเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ LNG เชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงเกิดคำถามตามมาว่าราคาค่าไฟฟ้าจะเป็นอย่างไรและที่สำคัญจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศหรือไม่ 

          ประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 60 % ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติในประเทศมีปริมาณลดลง ทำให้ต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศมาเพิ่มเติม ปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น การจัดหา LNG ก็ทำได้ยากขึ้น แน่นอนว่าถ้าภายในประเทศมีการใช้ LNG มากขึ้น ค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเชื้อเพลิง ก็ย่อมสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ จึงต้องบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในมิติของความมั่นคงและราคา

จัดหา LNG จากหลายแหล่ง ไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพื่อความมั่นคงพลังงาน

          ในปี 2560 กฟผ. ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดหาและนำเข้า LNG เพื่อนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ตามนโยบายเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นการเปิดโอกาสให้ กฟผ. สามารถจัดหา LNG ได้อย่างเหมาะสมกับแผนการใช้งาน ซึ่งในสถานการณ์วิกฤตพลังงานครั้งนี้ กฟผ. มีการจัดหา LNG จากผู้ขายที่ กฟผ. ผูกพันสัญญาจากหลากหลายแหล่ง เป็นการกระจายความเสี่ยง เปรียบเสมือนการไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน และหากมีความจำเป็นต้องใช้ LNG ในปริมาณที่มากขึ้น ก็จะมีการซื้อ LNG เข้ามาเพิ่มเติมแบบตลาดจร (Spot LNG) คือจัดซื้อเป็นครั้งๆตามความต้องการเร่งด่วน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้บริหารจัดการในด้านอื่นๆเพิ่มเติม เช่น การเลื่อนงานซ่อมบำรุงรักษาตามวาระของแหล่งก๊าซอ่าวไทยและแหล่งก๊าซสหภาพเมียนมาออกไปก่อน ตลอดจนการเพิ่มปริมาณการส่งก๊าซของแหล่งอ่าวไทย เพื่อลดการใช้ LNG  

“พยุงราคาค่าไฟฟ้า” ภารกิจสำคัญของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

          โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งข้อดีคือเป็นเชื้อเพลิงที่มีอยู่ภายในประเทศ ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะจึงมีราคาถูกเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น แต่โรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 1-7 ได้หมดอายุการใช้งานไปแล้ว หน่วยผลิตที่เหลือบางโรงจะเริ่มทยอยหมดอายุการใช้งาน โดย กฟผ. มีแผนทะยอยปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่หมดอายุการใช้งานออกจากระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับแผนเดินหน้าประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ลดลงไปกว่าครึ่ง ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานครั้งนี้ กฟผ. ได้นำโรงไฟฟ้าแม่เมาะกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังอีกครั้ง เพื่อให้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ในส่วนของเหมืองแม่เมาะได้เตรียมเชื้อเพลิงถ่านหินให้เพียงพอกับความต้องการของโรงไฟฟ้า เพื่อลดการนำเข้า LNG ที่มีราคาสูงกว่า เป็นการช่วยพยุงราคาเชื้อเพลิงในสถานการณ์ที่ LNG มีราคาแพง นอกจากนี้ ยังได้บริหารจัดการด้านอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ปรับเพิ่มการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ เช่น ไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำมาเสริมระบบผลิตไฟฟ้า ลดการพึ่งพา LNG โดย กฟผ. ได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

          โลกเผชิญกับวิกฤตพลังงานมาแล้วหลายครั้ง การก้าวผ่านแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และความสามารถในการบริหารจัดการหลายด้าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความร่วมมือร่วมใจในทุกองคาพยพของประเทศ ซึ่งเราทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ด้วยการประหยัดการใช้พลังงาน เพราะทุกหน่วยไฟฟ้าที่ลดลงหมายถึงความจำเป็นในการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาแพงจากต่างประเทศจะน้อยลง หากเราทุกคนร่วมใจประหยัดการใช้พลังงาน วิกฤตพลังงานครั้งนี้ประเทศไทยจะก้าวผ่านไปได้ด้วยมือของเราทุกคน