ถอดรหัสความมั่นคงพลังงานไทย บนเส้นทาง Clean Energy Transition
5 May 2026
การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของพลังงานหมุนเวียนที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนทิศทางและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก คือโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของวันนี้ว่าเราจะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพร้อมรับมือกับความผันผวนเพื่อรักษา ‘ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า’ ไว้ได้อย่างไร


เวทีเสวนา “Clean Energy Transition: Digital Operations & Grid Resilience” ในงาน IEEE PES DAY 2026 จึงกลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญ เมื่อ 6 กูรูระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน มาร่วมกันตีโจทย์ขบคิดหาทางออกและปรับตัวผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ Energy Transition (การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน) Clean Energy (พลังงานสะอาด) Digital Operations (การดำเนินงานในรูปแบบดิจิทัล) และ Grid Resilience (ความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า) เพื่อพาประเทศไทยก้าวสู่ Net Zero อย่างราบรื่น มั่นคงและยั่งยืน


กฟผ. ดันพลังงานสีเขียวที่จับต้องได้ พร้อมผสานเทคโนโลยีเสริมแกร่งระบบไฟฟ้าไทย
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการแผนยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดประเด็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ คือ “ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” กฟผ. จึงได้ผลักดันกลไก Utility Green Tariff (UGT) เพื่อแยกสิทธิ์สีเขียวออกจากเนื้อพลังงานไฟฟ้า ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกซื้อพลังงานสะอาดได้ตามความต้องการด้านกายภาพหรือระบุแหล่งที่มาได้ สอดคล้องกับมาตรฐานที่คู่ค้ายอมรับ (RE100 Criteria Procurement) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกันไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะของการปรับตัวที่พลังงานหมุนเวียนเริ่มมีความท้าทายกับระบบไฟฟ้า จึงต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อรักษาความมั่นคง กฟผ. จึงได้นำ AI มาใช้ในการพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (Renewable Forecasting) ซึ่งต้องใช้ AI หลายตัวที่มีความแม่นยำต่างกันตามสภาพอากาศ มาประมวลผลร่วมกันหรือที่เรียกว่า Ensemble เพื่อให้ได้ค่าพยากรณ์ที่แม่นยำที่สุด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นสามารถเดินเครื่องตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น มีการใช้แบตเตอรี่ หรือ BESS (Synthetic Inertia) และระบบพลังน้ำแบบสูบกลับ Pumped Storage Hydro (Real Inertia) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและจ่ายพลังงานรวมถึงเทคโนโลยี Grid Forming ที่ช่วยรักษาแรงดันและความถี่ให้กับโครงข่าย เพื่อพยุงระบบและรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน (Variable Renewable Energy: VRE)


กฟภ. วางโมเดลรับมือปรากฏการณ์ “ระเบิดเวลา” ในระบบจำหน่ายไฟฟ้า
นายสมชาย ทรงศิริ รองผู้ว่าการประจำผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจาก EV และ Solar Rooftop ที่ทำให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่พีคไฟฟ้าเริ่มย้ายจากช่วงเย็นไปอยู่ช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากการชาร์จ EV ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่ดี สิ่งนี้อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” สำหรับหม้อแปลงไฟฟ้าในระบบ คุณสมชาย ได้เสนอทางออกด้วยโมเดลโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ “Infrastructure as a Service” ดึงภาคเอกชนร่วมลงทุนในสมาร์ทมิเตอร์ (Advanced Metering Infrastructure: AMI) เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ พร้อมแนะให้เปลี่ยนแนวทางการกำกับดูแลจากเดิมที่เน้นยอดเงินการลงทุน (Investment-based Regulation) ไปสู่การวัดผลที่ประสิทธิภาพ (Performance-based Regulation) เพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่าเดิม


กฟน. มองอนาคตมหานคร Solar PV- EV พุ่ง เร่งพัฒนาความยืดหยุ่นระบบโครงข่าย
นายคณาธิป สพันธุพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ฉายภาพกรุงเทพฯ และปริมณฑลในอนาคตปี 2580 คาดว่าจะมีโซลาร์เซลล์ (Solar PV) ในระบบกว่า 6,300 เมกะวัตต์ และมี EV มากถึง 2.8 ล้านคัน ความท้าทายหลักของ กฟน. คือเรื่องคุณภาพไฟฟ้า เช่น แรงดันเกินและเกิดผลกระทบต่อโหลดของหม้อแปลงไฟฟ้า กฟน. จึงมุ่งพัฒนาด้าน Digitalization ทั้งการติดตั้งระบบโครงข่ายมิเตอร์อัจฉริยะ (AMI) และระบบบริหารจัดการโหลดของหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer Load Monitoring: TLM) การปรับปรุงสถานีไฟฟ้าย่อยเป็นระบบดิจิทัล รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น แพลตฟอร์ม DERMS (Distributed Energy Resource Management System) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานที่กระจายตัวเหล่านี้ และการใช้ระบบ ADMS ในการวิเคราะห์และควบคุมโครงข่ายแบบ Real-time ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นของโครงข่าย สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตเมือง


ฮิตาชิ มองอุปสรรคไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือความร่วมมือ
นายวรวุฒิ วรุตตมพรสุ Country Managing Director บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองว่าโจทย์ที่ท้าทายในปัจจุบันคือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การจัดหาพลังงานให้เพียงพอและมั่นคง และการลดการปล่อยคาร์บอน ดังนั้นเทคโนโลยีที่ทำได้เร็ว สะดวก และราคาถูก จะถูกเลือกนำมาใช้งานก่อน จะเห็นได้ว่า Grid มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือความร่วมมือ (Partnership & Collaboration) การจัดการด้านข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของประชาชนและกลุ่มอุตสาหกรรมจึงจำเป็นอย่างมากและจะช่วยให้การบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้เกิดความมั่นคงได้ ซึ่งต้องดำเนินไปพร้อมกับการรักษาสมดุล 3 ด้าน (Energy Triangle) คือ ความมั่นคง (Security), ราคาที่เข้าถึงได้ (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability)


หัวเว่ย แนะไทยควรมี Grid Forming พร้อมย้ำนโยบายและเทคโนโลยีต้องไปด้วยกัน
นายปฏิภาณ กาลวิบูลย์ Chief Technology Officer บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เล่าย้อนบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ไฟดับเกือบทั้งประเทศในสเปนเมื่อปี 2025 ซึ่งเกิดจากเสถียรภาพในระบบต่ำจากนโยบายให้มีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 100% และเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่าประเทศไทยมีพลังงานไฟฟ้าหลังมิเตอร์ (Behind-the-meter) ที่รัฐมองไม่เห็นอยู่ถึง 10-15% ดังนั้นจึงควรมีเทคโนโลยี Grid Forming ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อช่วยรักษาความถี่และแรงดันระบบ เพิ่มเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้า พร้อมย้ำการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องประกอบด้วย 3 เทรนด์ คือ Digitalization, Intelligence และ Low Carbonization และที่สำคัญที่สุดคือการ “Synchronize” เชื่อมโยงระหว่างนโยบายและเทคโนโลยีให้ตรงกัน


บี.กริม ชี้ข้อมูลและความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญ
น.ส.อรทัย สุวรรณวิไลกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ลูกค้าของ บี.กริม ต้องการพลังงานสะอาด จึงมีการออกแบบการให้บริการไฟฟ้าที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย ดังนั้น “Data คือ หัวใจ”บี.กริม มีการเก็บข้อมูลย้อนหลังกว่า 10 ปี เพื่อนำมาเทรน AI สำหรับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่แม่นยำ เพื่อวางแผนจ่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ Cybersecurity โดยระบุว่าระบบควบคุมโรงไฟฟ้าและโครงข่ายต้องมีความมั่นคงปลอดภัย 100% เพื่อรองรับการดำเนินงานดิจิทัลเต็มรูปแบบ
เวทีสัมมนา IEEE PES DAY 2026 ครั้งนี้ ได้สะท้อนภาพของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยได้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีจะเป็นหัวใจในการเสริมสร้างระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็น BESS และ Pumped Hydro ที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) รองรับความผันผวนของพลังงานสะอาด หรือ Grid Forming ที่ช่วยให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีความเสถียรมากขึ้น แต่การจะบรรลุเป้าหมาย Clean Energy Transition ได้อย่างสมบูรณ์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัย “พลังแห่งความร่วมมือ” อย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันวางรากฐานเชิงนโยบาย พัฒนาบุคลากร และต่อยอดงานวิจัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน
