วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงไทยธรรมชาติบ้านไทรห้อง
28 October 2025
“รักแรกพบ” ที่หวานซ่อนเปรี้ยว เรื่องเล่าจากป่าสวนยางบ้านไทรห้อง
เช้าตรู่วันใหม่ที่บ้านไทรห้อง ตำบลควนกรด อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เสียงนกร้องผสานกับลมพัดโชยกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากดอกไม้สีเหลืองสวยงามนับพันดอก ที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยชื่อที่ไพเราะว่า “ดอกรักแรกพบ” มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินตรวจดูกล่องเลี้ยงผึ้งตามปกติทุกเช้า สายตาของเธอสะท้อนความภาคภูมิใจโดยที่ไม่ต้องบอกเล่า
นี่คือชุมชนที่เธอและชาวบ้าน 56 ครัวเรือน ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา จากอดีตที่เคยหมดหวัง สู่ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความหวัง จากการรวมตัวของเกษตรกรชาวบ้านไทรห้อง ที่มีวิถีชีวิตเดิมคือการเลี้ยงผึ้งโพรงไว้ตามบ้าน จนเกิดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งและผลผลิตจากผึ้ง กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงไทยธรรมชาติบ้านไทรห้อง

ผู้หญิงคนนั้นเธอคือ ผู้ใหญ่สมใจ รัตนบุรี ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงไทยธรรมชาติบ้านไทรห้อง และสมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ ที่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์จากผึ้งโพรงไทยธรรมชาติของดีจากบ้านเกิดให้เป็นที่รู้จัก และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน


ในป่าสวนยางของชาวบ้าน มีผึ้งโพรงอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ชาวบ้านไทรห้องส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงผึ้งโพรงไทยไว้ตามบ้านตามสวน โดยจะสร้างรังผึ้งจำลองไว้บ้านละ 2-3 รัง หรือมากกว่านั้น ต่างคนต่างเก็บขาย ชาวบ้านเลี้ยงผึ้งแบบไม่มีความรู้ เก็บน้ำผึ้งด้วยการบีบบรรจุใส่ขวดแก้วเหลือใช้ ทำให้มีสิ่งเจือปน น้ำผึ้งที่เก็บมาได้จึงไม่ค่อยมีราคามากนัก
“จากเดิมชุมชนมีอาชีพกรีดยางพาราขาย รายได้น้อย ค่าครองชีพสูง ยังมีเวลาว่างในช่วงกลางวัน”



เมื่อโอกาสมาสร้างจุดเปลี่ยน
จุดเปลี่ยนมาถึงในปี พ.ศ.2562 เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เดินทางลงพื้นที่สร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ชุมชนบ้านไทรห้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของ กฟผ. ก่อนที่จะเริ่มโครงการก่อสร้างระบบส่งในพื้นที่ต่าง ๆ โดยพี่ ๆ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปพูดคุยสอบถามผู้นำชุมชนและชาวบ้านว่า ชุมชนมีความต้องการให้ กฟผ. สนับสนุนหรือช่วยเหลืออะไรบ้าง เพราะเป้าหมายหลักของ กฟผ. ที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบผลิตและส่งไฟฟ้า คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน กฟผ. ไปอยู่ที่ไหน ชุมชนโดยรอบก็จะต้องอยู่ดีมีความสุขยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของชุมชนบ้านไทรห้อง



จนได้ข้อสรุปว่า ชุมชนต้องการให้ กฟผ. ช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้งโพรงไทยธรรมชาติ และสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน และผู้ที่สนใจ รวมทั้งใช้เป็นสถานที่จัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในพื้นที่โครงการ ก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ.
“อยากให้ชุมชนมีรายได้เสริม โดยต่อยอดจากผึ้งที่เลี้ยงอยู่เดิม“
คำตอบที่ได้คือโอกาสที่เปลี่ยนชีวิต กฟผ. สนับสนุนให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชน 15 คน ไปเรียนรู้ที่ศูนย์แมลงเศรษฐกิจ ความรู้ที่ได้กลับมาเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขประตูสู่อนาคตใหม่ พวกเขาได้เรียนรู้การเลี้ยงผึ้งอย่างถูกวิธี การเก็บน้ำผึ้งแบบมาตรฐาน การแปรรูป และการสร้างแพ็คเกจที่สวยงาม ถูกสุขลักษณะ และที่สำคัญที่สุด พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องของ “ดอกรักแรกพบ”




เผยความลับของดอกไม้
ดอกรักแรกพบไม่ใช่แค่ดอกไม้สวย ๆ ธรรมดา แต่คือกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนวิสาหกิจผึ้งของบ้านไทรห้องให้แตกต่างจากที่อื่น “ดอกรักแรกพบพิเศษมากค่ะ” ผู้ใหญ่สมใจอธิบายด้วยความตื่นเต้น “ออกดอกตลอดทั้งปี มีเกสรและน้ำหวานเยอะมาก ผึ้งชอบมาก” แต่ที่พิเศษกว่านั้น งานวิจัยพบว่าน้ำผึ้งจากดอกรักแรกพบมีกลูโคสน้อยกว่าฟรุคโตส ทำให้มีค่าน้ำตาลต่ำกว่าน้ำผึ้งชนิดอื่น และที่สำคัญมีรสชาติไม่เหมือนใคร
“หวานซ่อนเปรี้ยว” คำบรรยายสั้น ๆ แต่ตรงใจ “ไม่หนืด ดื่มแล้วสดชื่น ต่างจากน้ำผึ้งทั่วไปมาก“



ชุมชนจึงตัดสินใจปลูกดอกรักแรกพบทุกบ้าน ทุกครัวเรือนในบรรดาสมาชิก 56 ครัวเรือน ต่างมีทั้งกล่องเลี้ยงผึ้งและต้นดอกรักแรกพบในพื้นที่ของตนเองผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมาย จากเดิมเลี้ยงผึ้งแบบธรรมชาติ เก็บน้ำผึ้งได้เพียงปีละครั้ง แต่เมื่อมีดอกรักแรกพบเป็นแหล่งอาหาร พวกเขาสามารถเก็บได้ 2-3 ครั้งต่อปี แต่ละรังให้น้ำผึ้งไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม บางรังถึง 15 กิโลกรัม

ต้นรักแรกพบ แหล่งอาหารหลักของผึ้งโพรงไทยชุมชนบ้านไทรห้อง โดย กฟผ. และชาวบ้านได้ร่วมกันนำต้นรักแรกพบมาปลูกไว้โดยรอบศูนย์การเรียนรู้ฯ และแจกจ่ายให้สมาชิกวิสาหกิจฯ นำไปปลูกภายในชุมชน เพื่อให้เหล่าผึ้งโพรงไทยออกไปหาอาหารและดูดน้ำหวานจากเกสรดอกรักแรกพบมาสะสมไว้เป็นอาหารให้แก่ตัวอ่อนภายในรังผึ้ง



ซึ่งต้นรักแรกพบปลูกง่าย โตไว ชอบแดด ทนแล้ง ออกดอกเร็วและออกตลอดทั้งปี ที่สำคัญมีน้ำหวานและเกสรเยอะมาก จึงเหมาะเป็นแหล่งอาหารของผึ้งและชันโรงได้อย่างดีเยี่ยม จากการศึกษาพบว่า น้ำผึ้งที่ได้จากเกสรดอกรักแรกพบ มีคุณภาพสูง ใส ไม่ตกตะกอน และมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวอย่างเป็นเอกลักษณ์

“ผึ้ง Sensitive มาก” ผู้ใหญ่สมใจเน้นย้ำ “ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี มีสารเคมี ผึ้งจะอยู่ไม่ได้“
จุดนี้กลับกลายเป็นจุดแข็งให้ชุมชนหันมาทำการเกษตรแบบปลอดสารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปล่อยให้ธรรมชาติเดินตามวิถี หากพื้นที่ใดมีผึ้งอาศัยและทำรังอยู่ แสดงว่าพื้นที่นั้นมีสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากผึ้งเป็นแมลงที่มีความไวต่อสารเคมีเป็นอย่างมาก หากผึ้งได้รับสารเคมี ผึ้งจะไม่สามารถดำรงชีวิตและไม่สามารถอาศัยอยู่บริเวณนั้นได้ นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริงของทั้งคน ผึ้ง และสิ่งแวดล้อม

จากวิกฤตโควิด…สู่โอกาสใหม่
เมื่อโควิด-19 ระบาดหนัก ขณะที่หลายชุมชนต้องหยุดชะงัก แต่บ้านไทรห้อง กฟผ. ได้สนับสนุนให้สมาชิกแสวงหาการต่อยอดน้ำผึ้งไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ พวกเขาศึกษาจนพบว่ามี Propolis ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค ส่วนน้ำหวานของชันโรงก็มีประโยชน์สามารถนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องอุปโภคประจำวันได้มากมาย
“ตัวอ่อนผึ้งก็สามารถนำไปทำอาหาร น้ำที่นำไปทำไขผึ้ง ก็นำไปทำปุ๋ยหมักต่อ ช่วยลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ลดการใช้สารเคมี“
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่ได้รับ อย. แล้ว ได้แก่ น้ำผึ้งและยาสีฟัน ส่วนเครื่องสำอาง สบู่ โลชั่น และลิปบาล์ม กำลังอยู่ระหว่างการจดแจ้ง หากผ่านจะเปิดช่องทางขายในมินิมาร์ทและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น



ความสำเร็จที่วัดด้วยรอยยิ้ม
รายได้ของชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 1-2 แสนบาทต่อปี ตัวเลขที่ดูไม่มากมายอะไร แต่สำหรับชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ สิ่งที่มีความหมายมากกว่านั้นคือ “รอยยิ้มของชาวบ้าน” โดยชุมชนมีระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ยุติธรรม จดบันทึกว่าแต่ละคนส่งน้ำผึ้งมากี่กิโลกรัม ค่าความชื้นเท่าไร ความหวานแค่ไหน แล้วปันผลตามสัดส่วน แต่ที่สำคัญกว่า คือการได้แบ่งผลประโยชน์ส่วนหนึ่งเพื่อสังคม



เมื่อความสำเร็จได้แบ่งปัน
ชุมชนไม่ลืมคนที่ยากลำบาก พวกเขาจ้างงานคนในชุมชน จ้างทำโลชั่น เสร็จแล้วได้เงินทันที สิ้นปีมีโบนัส จ้างเด็ก ๆ ช่วยจัดกระเช้า วันละ 200-300 บาท รวมถึงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง มอบขนม ผ้าข้าวม้า โสร่ง แก่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง มอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนครอบครัวด้อยโอกาส
“เราได้รับโอกาส เราก็อยากแบ่งปันโอกาสต่อ” คำพูดเรียบง่าย แต่สะท้อนหัวใจของชุมชน


ศูนย์เรียนรู้…ที่เปิดประตูสู่อนาคต
วันนี้บ้านไทรห้องไม่ได้เป็นแค่ชุมชนที่เลี้ยงผึ้ง แต่กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับผู้สนใจจากทั่วทุกสารทิศ ผู้คนมาดูงาน มาศึกษา มาเรียนรู้ว่าชุมชนเล็ก ๆ สามารถพลิกชีวิตตัวเองได้อย่างไร ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง และที่สำคัญที่สุด ด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน ช่องทางการตลาดของพวกเขาก็ขยายกว้าง มีหน้าร้าน มี Facebook ฝากขายที่สนามบิน Thailand Post Mart ออกบูทตามงานของหน่วยงานราชการ จัดกระเช้าตามวาระโอกาสต่าง ๆ

รักแรกพบ…ที่ไม่มีวันจบ
เช้าวันใหม่อีกวัน ผู้ใหญ่สมใจเดินตรวจดูกล่องผึ้งเช่นเคย แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เขาคนเดียว แต่มีคนอื่น ๆ ในชุมชนติดตามมาด้วย พวกเขาสนใจอยากเรียนรู้ อยากสืบทอดและพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อต่อยอดสร้างรายได้จากสิ่งที่มีในชุมชน ส่งต่อความรัก ความสุขที่ไม่รู้จบ เปรียบเหมือนดอกรักแรกพบยังคงบานสะพรั่ง ฝูงผึ้งยังคงบินไปมาหาน้ำหวาน ผลิตน้ำผึ้งที่หวานซ่อนเปรี้ยว ไม่เหมือนใคร




แต่สิ่งที่หวานกว่าน้ำผึ้งคือ ความสุขของชุมชนที่ได้ร่วมกันพิสูจน์ว่า ด้วยความมุ่งมั่น ความรู้ และความร่วมมือ ชุมชนเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ นี่คือเรื่องราวของรักแรกพบ ที่ไม่ได้เป็นแค่ชื่อดอกไม้ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ของความหวัง และของความรักที่ชุมชนมีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง



“รักแรกพบที่ไม่มีวันจบ…ตราบใดที่ยังมีคนรักษาไว้“
หากสนใจผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งรักแรกพบและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผึ้ง หรือต้องการศึกษาดูงาน สามารถติดต่อ ผู้ใหญ่สมใจ รัตนบุรี ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงไทยธรรมชาติบ้านไทรห้อง โทร. 099-623-5692
