“ความท้าทาย และโอกาส อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย” ก้าวต่ออย่างไรให้มั่นคง

3 December 2025

          ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านพลังงาน 3 ด้าน “ด้านความมั่นคง” ต้องแสวงหาแหล่งพลังงานทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเชื้อเพลิงที่หลากหลาย เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงาน “ด้านเศรษฐกิจ” การลงทุนทางพลังงาน ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยราคาที่เป็นธรรมกับประชาชน “ด้านสิ่งแวดล้อม” ต้องเร่งเดินหน้าเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี จากเดิมปี 2065 เป็นปี 2050 พร้อมผลักดันพลังงานหมุนเวียน และพัฒนาเทคโนโลยีให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นทั้งโจทย์ที่ท้าทายและเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยไปพร้อมกัน 

          ในเวที IEEE PES Dinner Talk 2025 ปาฐกถาพิเศษของ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มองเห็นโอกาสในการขับเคลื่อนพลังงานผ่านนโยบาย Quick Big Win ด้วย 3 มาตรการคือ

ส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน สร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้านพลังงาน          

          ผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน กำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ ส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้ พร้อมส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี การพัฒนาระบบโซลาร์เซลล์สำหรับเกษตรกรรมและระบบประปาหมู่บ้าน และเร่งพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใน 3 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนวิชราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ กำลังผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ เพื่อลดต้นทุนไฟฟ้าและได้พลังงานสีเขียว

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรมใหม่

          เดินหน้ามาตรการซื้อขายพลังงานโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงาน หรือ Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) เพื่อรองรับอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากยุค AI โดยตั้งเป้าอยู่ที่ 2,000 เมกะวัตต์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบส่ง – จำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้มีความสามารถรองรับความต้องการไฟฟ้ากว่า 3,800 เมกะวัตต์ ตลอดจนส่งเสริมการทำ Demand Side Management ในโรงงานอุตสาหกรรม

วางรากฐานสร้างความยั่งยืนระยะยาว ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

          เร่งดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ของโรงไฟฟ้า ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมายสังคมไร้คาร์บอน

          ด้านกูรูหน่วยงาน 3 การไฟฟ้า ได้แชร์มุมมองต่อประเด็น“การเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าและทรัพยากรพลังงาน : ความท้าทาย โอกาส และมาตรการรองรับ” ในวงเสวนาของงานเดียวกัน ดังนี้

กฟผ. ชู SMR ตอบโจทย์ความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม พร้อมวางระบบไฟฟ้ายุคใหม่รองรับไฟฟ้าสีเขียว

          นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)กล่าวว่าตามแผน PDP ที่กำหนดให้มีอัตราส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) มากกว่า 50 % ขณะที่สัดส่วนของเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงมากที่สุดคือข้อจำกัดของ RE ที่มีความไม่แน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถ้าจะพิจารณาว่าพลังงานชนิดใดจะตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นาทีนี้ต้องยกให้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นความท้าทายที่แตกต่างจากโรงไฟฟ้าอื่น ๆ

          นอกจากนี้ กฟผ. ในฐานะเสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ได้เตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานที่ทันสมัย พัฒนาศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center: REFC) ช่วยคาดการณ์กำลังผลิตไฟฟ้าของพลังงานหมุนเวียนได้ล่วงหน้า พร้อมนำเทคโนโลยี Static Synchronous Compensator หรือ ‘STATCOM’ ที่สามารถควบคุมแรงดันไฟฟ้าได้อัตโนมัติ ทั้งในกรณีแรงดันไฟฟ้าต่ำและแรงดันไฟฟ้าสูงในระดับมิลลิวินาที ช่วยรักษาเสถียรภาพแรงดันไฟฟ้าในระบบ รองรับความผันผวนจากพลังงานหมุนเวียน และเร่งพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้พร้อมรอบรับ Data Center บริเวณ EEC

กฟภ. วางโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนโยบาย พร้อมรับเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

          นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า ปัจจุบัน กฟภ. รับซื้อไฟฟ้าจากทั้งโรงไฟฟ้า Firm และ Non-Firm” ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบบังคับ และไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งการเข้ามาของพลังงานหมุนเวียน ทำให้การส่งจ่ายไฟฟ้าไม่เหมือนกับอดีต จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มศักยภาพของระบบส่งและระบบจำหน่าย รวมถึงเตรียมพร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายไฟฟ้า รองรับการซื้อไฟฟ้าแบบ Direct PPA ด้วยการให้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA)

          การเติบโตของ Data Center ทำให้โครงสร้างพลังงานของไทยต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดย กฟภ. มีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนโยบาย เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยแนวทาง ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ Smart Grid การซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer to Peer (P2P) ระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี จะเป็นหัวใจสำคัญในระบบพลังงานของไทยในยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง

กฟน. พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าและระบบบริหารจัดการพลังงาน รับวิถีชีวิตคนเมือง

          นายดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการวางแผนและนวัตกรรมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่าในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กฟน. มุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้พร้อมรองรับรูปแบบโหลดการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน เดินหน้าตามแผน Grid Modernization พัฒนาสถานีไฟฟ้าแบบโมดูลาร์ และติดตั้งโซลาร์เซลล์ระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งช่วยให้ติดตั้งได้รวดเร็ว ใช้พื้นที่น้อย และมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถขยายหรือปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ พร้อมยกระดับสายส่งไฟฟ้าชนิด High-Temperature Low Sag (HTLS) สายตัวนำไฟฟ้าที่ออกแบบมาให้ทนความร้อนสูงได้ดี ทำให้รองรับปริมาณกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น และมีระยะหย่อนต่ำ ช่วยลดจำนวนความถี่ในการติดตั้งเสาส่งไฟฟ้า และใช้งานเสาเหล็กเดี่ยว (Steel Monopole) ซึ่งมีรูปทรงเรียวเล็กสามารถติดตั้งในพื้นที่จำกัดได้ดี และมีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทดแทนเสาโครงเหล็ก (Lattice Tower) และเสาคอนกรีตในการส่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูง อีกทั้งยังมีการนำระบบ mVille หรือระบบบริหารจัดการพลังงานเพื่อวิถีชีวิตคนเมืองมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาแรงดันไฟฟ้า (Voltage Level) ที่อาจสูงขึ้นหรือลดลงมากเกินไป ปัญหาความไม่สมดุล (Unbalance) ของกระแสไฟฟ้า และปัญหาโหลดเกิน (Overload) ของระบบจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (PV) และการใช้รถ EV เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่กรุงเทพฯ

          การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในยุคที่เทคโนโลยีและความต้องการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้สร้างโอกาสและความท้าทายที่สำคัญในการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดทิศทางนโยบายอย่างชัดเจน การสร้างกลไกให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมระหว่างผู้บริโภคกับภาคการผลิต รวมถึงการมีมาตรการรองรับต่าง ๆ ไปพร้อมกับการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้สามารถก้าวข้ามความท้าทาย นี่คือหัวใจสำคัญที่จะนำพาความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไปสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต