“2 ผู้เล่น ต่างบทบาท” ขุมพลังเสริมระบบไฟฟ้ายุคพลังงานสะอาด
26 March 2026
เราต่างรู้ดีว่าพลังงานหมุนเวียนนั้นดีต่อโลก เพราะเป็นพลังงานสะอาดไม่ปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตไฟฟ้า แต่ความจริงอีกด้านที่น้อยคนจะพูดถึงก็คือ พลังงานหมุนเวียนไม่มีความเสถียร แดดไม่ออก ลมไม่พัด น้ำแล้ง ก็ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่ต้องนำนวัตกรรมพลังงานรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาเติมเต็ม เพื่อให้คนไทยได้ใช้พลังงานสะอาดได้อย่างราบรื่น มั่นคง
ในช่วงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ สิ่งที่ระบบไฟฟ้าต้องการคือระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันที เพราะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ไฟฟ้าหายไปจากระบบ อาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าขัดข้องและลุกลามบานปลายจนเกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างได้ “ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่” (Battery Energy Storage System: BESS) และ “โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ” (Pumped-Storage Hydropower Plant: PSH) คือ 2 เทคโนโลยี ที่ กฟผ. เลือกใช้เพื่อทำหน้าที่เสริมกันเหมือนผู้เล่นคนละตำแหน่งในทีมเดียวกันของระบบไฟฟ้า


BESS พร้อมจ่ายไฟในพริบตาเดียว
BESS เป็นระบบกักเก็บพลังงานที่ผู้คนคุ้นเคยกันมากที่สุด ทำหน้าที่เสมือนพาวเวอร์แบงค์ ที่ใช้ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในระดับที่ใช้กับระบบไฟฟ้า เพื่อกักเก็บพลังงานไฟฟ้าปริมาณมากไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ เทคโนโลยี BESS ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ซึ่งถูกติดตั้งอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่มีระบบปรับอากาศคอยควบคุมอุณหภูมิ ภายนอกจึงดูคล้าย “กล่องพลังงาน” ขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อย มีอายุการใช้งาน ประมาณ 10 – 15 ปี
สิ่งที่ทำให้ BESS มีบทบาทสำคัญในระบบไฟฟ้ายุคใหม่คือ ความสามารถในการตอบสนองที่รวดเร็ว โดยสามารถควบคุมการรับ–จ่ายพลังงานได้ในระดับมิลลิวินาที (ms) ทำให้มีความพร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบโครงข่ายได้ทันที เมื่อความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น หรือในช่วงที่แหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ


BESS สามารถช่วยเสริมการทำงานของระบบไฟฟ้าได้หลายรูปแบบ ได้แก่ 1) Energy Shifting: การกักเก็บพลังงานในช่วงที่มีการผลิตมากหรือความต้องการไฟฟ้าต่ำ เช่น ช่วงกลางวันที่มีแดดจัด และนำกลับมาจ่ายเข้าระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง 2) RE Power Smoothing: ช่วยลดความผันผวนของไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้ามีความต่อเนื่องและเสถียรมากขึ้น 3) Frequency Regulation: ช่วยควบคุมและรักษาความถี่ของไฟฟ้าให้อยู่ในค่ามาตรฐาน เพื่อป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าในระบบโครงข่าย 4) Transmission Congestion Management: ช่วยลดความคับคั่งในการส่งจ่ายหรือบริหารการไหลของไฟฟ้าในระบบสายส่ง ป้องกันไม่ให้เกินขีดจำกัดของระบบ


PSH “แบตเตอรี่พลังน้ำ” ยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีวันหมด
ทำหน้าที่เป็นระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า สามารถกักเก็บและผลิตไฟฟ้าได้ตามความต้องการ โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูง หลายประเทศได้พัฒนาใช้งานอย่างแพร่หลายมากกว่า 300 แห่งทั่วโลก
หลักการทำงานของ PSH อาศัยการเปลี่ยนพลังงานศักย์ของน้ำให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ผ่านการบริหารจัดการน้ำระหว่างอ่างเก็บน้ำสองระดับ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำด้านบนและด้านล่าง โดยในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ หรือมีไฟฟ้าส่วนเกินในระบบ โรงไฟฟ้าจะใช้พลังงานไฟฟ้าส่วนเกินสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำด้านล่างขึ้นไปกักเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำด้านบน เปรียบเสมือนการ “ชาร์จแบตเตอรี่” ไว้ล่วงหน้า และจะปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำด้านบนไหลลงผ่านกังหันน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ เปรียบได้กับ “การคายประจุของแบตเตอรี่” ปล่อยพลังงานที่กักเก็บไว้ออกมาใช้ในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หรือช่วงที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนลดลง

จุดเด่นสำคัญของ PSH คือ ความสามารถในการกักเก็บพลังงานในปริมาณมาก และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ เนื่องจากไม่มีค่าเชื้อเพลิง และใช้ทรัพยากรน้ำที่สามารถหมุนเวียนได้ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าประเภทนี้ยังสามารถตอบสนองต่อการสั่งการเดินเครื่องเพื่อการจ่ายไฟเข้าระบบได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียง 5–15 นาที จึงมีบทบาทสำคัญในการรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินของระบบไฟฟ้า รวมถึงช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน


ด้วยคุณสมบัติด้านการกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต่ำ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับจึงถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน
การผนึกกำลังเพื่ออนาคตพลังงานไทยที่ยั่งยืน
ทั้ง BESS และ PSH ต่างเป็นหัวใจสำคัญของระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ที่ กฟผ. นำมาใช้เพื่อปิดจุดอ่อนเรื่องความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน เสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้า โดยทั้งสองเทคโนโลยีนับเป็นผู้เล่นในตำแหน่งที่มีความโดดเด่นและทำงานส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว การบูรณาการระบบกักเก็บพลังงานที่หลากหลายนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้า (Grid Flexibility) และสนับสนุนการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างไร้รอยต่อ
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) เพื่อสร้างสังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนทางพลังงานให้กับประเทศในอนาคต

