‘Climate Action’ เมื่อโลกกำลังเดือด ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องลงมือทำ

17 June 2026

          จาก “โลกร้อน” สู่ “โลกเดือด” คำจำกัดความของวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังสะท้อนผ่านคลื่นความร้อนและภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสิ่งแวดล้อม แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน ค่าครองชีพ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก การขับเคลื่อน Climate Action จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญของทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

          เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดกิจกรรม “EGAT Climate Action” ระหว่างวันที่ 4 – 5 มิถุนายน 2569 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ผ่านกิจกรรม Climate Action Talk ที่ร่วมถอดบทเรียน และค้นหาแนวทางการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ สอดรับกับแนวคิดวันสิ่งแวดล้อมโลกขององค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำปี 2569 ที่ว่า “A Global Call for Climate Action”

แรงกดดันโลกสู่การเปลี่ยนผ่านของไทยสู่ Net Zero

          คุณศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การขับเคลื่อนClimate Action ของไทยได้รับแรงผลักดันสำคัญจากนโยบายและมาตรการด้านคาร์บอนของนานาชาติ อาทิ กลไกการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU ETS) และกลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป  รวมถึงกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ (IRA) ของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันยังมาจากปัจจัยแวดล้อมภายในประเทศ ทั้งความต้องการพลังงานสะอาด ปัญหามลพิษ และความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้ประเทศไทยต้องยกระดับความเชื่อมั่นแก่กลุ่มนักลงทุน รักษาความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองทิศทางเศรษฐกิจสีเขียวของโลก โดยกำหนดเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 โดยเฉพาะภาคพลังงานและภาคขนส่ง ผ่านมาตรการสำคัญอย่างเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า(EV) การศึกษาความเป็นไปได้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างครบวงจร และช่วยพัฒนาประเทศไปสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” อย่างยั่งยืน

โมเดลธุรกิจยุค Net Zero ต้องสร้างคุณค่าได้ครบทุกมิติ

          ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และรองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จในโลกของ Net Zero คือ องค์กรที่ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ (Business Model Transformation) เพื่อให้เป็นองค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าได้ครบทุกมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจใหม่ การสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าต้นทุน รวมถึงการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เส้นทางสู่ธุรกิจ Net Zero จึงไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอนให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Risk Mitigation) ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การรักษาโมเดลธุรกิจเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและใช้พลังงานสะอาด (Eco-Efficiency) การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเดิมให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transform Existing Business Model) สร้างธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืน (Create New Business) และ การก้าวสู่ผู้นำการขับเคลื่อนการปฏิรูปอุตสาหกรรม (Industry Ecosystem Transformation) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Apple Inc. (USA) ที่กำหนดให้ซัพพลายเออร์ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าจาก RE 100% ภายในปี 2030

ต้นทุนของการอยู่เฉยแพงกว่าที่คิด

          ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน พิธีกรรายการ  8 Minute History และ Morning Wealth กล่าวว่า ปัจจุบันวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้ทวีความรุนแรงขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและกิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ปัญหานี้ไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เราทุกคนต่างเป็น “จำเลยร่วม” ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะพลาสติกและขยะอาหาร ตลอดจนการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ  ขณะเดียวกันในเวทีโลก ความยั่งยืนและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (ESG) ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างแต้มต่อทางการค้า ซึ่งหากเรายังคงเพิกเฉย ต้นทุนของการไม่ลงมือทำอะไรเลยจะสูงกว่าต้นทุนในการแก้ไขเสมอ เพราะอนาคตของโลกใบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ในมือของพวกเราทุกคนที่ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้

กฟผ. ขับเคลื่อน Climate Action ด้วยกลยุทธ์ Triple S

          คุณเอกรัฐ สมินทรปัญญา ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวว่า วิกฤต “โลกเดือด” เป็นโจทย์สำคัญที่ กฟผ. มุ่งแก้ไขผ่านกลยุทธ์ ‘Triple S’ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions โดยเริ่มจาก Sources Transformation ผ่านโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar Project) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเตรียมพร้อมนำเทคโนโลยี SMR มาเป็นทางเลือกพลังงานสะอาดแห่งอนาคต ด้าน Sink Co-creation กฟผ. ได้เพิ่มศักยภาพการดูดซับก๊าซคาร์บอนด้วยการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยีการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS) เพื่อช่วยลดมลพิษในชั้นบรรยากาศอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนด้าน Support Measure Mechanism มุ่งสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ซึ่งดำเนินมานานกว่า 30 ปี รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำเถ้าจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะมาต่อยอดในอุตสาหกรรมซีเมนต์ พร้อมสร้างโอกาสทางอาชีพและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่เขื่อน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนและสร้างสมดุลให้กับโลกอย่างยั่งยืน

ปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วด้วย Climate Resilience

          ดร.เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และผู้ก่อตั้งศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุค “Climate Reality” หรือยุคแห่งสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ซึ่งต้องเผชิญทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วมที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการรับมือกับภัยพิบัติในยุคนี้จึงต้องสร้าง “Climate Resilience” หรือความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบริหารจัดการความเสี่ยงภายใต้ความไม่แน่นอน ผ่านการวางแผนรองรับในหลายสถานการณ์ล่วงหน้า การพัฒนาระบบเตือนภัยที่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ การปรับผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับสภาพอากาศสุดขั้ว นอกจากนี้ยังต้องผสานแนวทางทางวิศวกรรมกับธรรมชาติเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลที่มีเอกภาพ เพื่อให้สังคม เศรษฐกิจ และชุมชนสามารถรับมือ ฟื้นตัวและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

ใช้ธรรมชาติร่วมสร้างเมืองแห่งอนาคต

          ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิก ผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่น กล่าวว่า การรับมือกับวิกฤต Climate Change ไม่สามารถพึ่งพาการลดการปล่อยคาร์บอนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Transformation) ของเมือง ระบบสาธารณูปโภค และวิถีชีวิตผู้คน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว เนื่องจากภาคก่อสร้างและการพัฒนาเมืองเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญของโลก จึงจำเป็นต้องออกแบบเมืองใหม่ภายใต้แนวคิด Energy Transition และ Carbon Neutrality ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ (Adaptation)  และการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา (Nature-based Solutions: NbS) พร้อมได้เสนอแนวคิด “Trans-form” ที่เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่รองรับน้ำ ฟื้นฟูคลองและระบบนิเวศทางน้ำ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีน้ำเงิน–สีเขียว เชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะกับพื้นที่สาธารณะ และนำโครงสร้างพื้นฐานเดิมกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อสร้างเมืองที่อยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน                

          วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นความจริงที่ส่งผลกระทบต่อทุกมิติของการดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การรับมือกับ “โลกเดือด” จึงต้องอาศัยทุกภาคส่วนร่วมกันลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการขับเคลื่อนนโยบาย การเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจ การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของทุกคน กิจกรรม EGAT Climate Action จึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความตระหนักและแรงบันดาลใจให้มาร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายมาเป็นโอกาส เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกในอนาคต