รู้จักเทคโนโลยี CCUS เมื่อการลดคาร์บอนไม่ได้มีแค่พลังงานสะอาด
7 August 2026
ทุกครั้งที่เราเปิดไฟ เปิดแอร์ หรือใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เบื้องหลังพลังงานเหล่านี้ยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แม้พลังงานสะอาดจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่พลังงานสะอาดจากลมหรือแดดยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้โลกของเรายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น และด้วยโจทย์สำคัญของโลกยุคใหม่ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นเหตุผลที่เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ “CCUS” หรือ Carbon Capture, Utilization and Storage ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในภาคพลังงาน และเป็นภารกิจเชิงรุกที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังลงมือทำอย่างครบวงจร
ส่องเทคโนโลยี CCUS ที่เปลี่ยนคาร์บอนให้กรีนขึ้น
หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด CCUS เปรียบเสมือนกระบวนการจัดการคาร์บอนแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง โดยเริ่มจากการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปล่องโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนที่ก๊าซดังกล่าวจะถูกปล่อยลอยขึ้นไปสะสมบนชั้นบรรยากาศ ผ่านกระบวนการเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซไอเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้นั้น ส่วนใหญ่จะถูกนำไปกักเก็บอย่างถาวรและปลอดภัยในชั้นหินใต้ดินที่มีความเหมาะสมทางธรณีวิทยา เพื่อลดปริมาณการปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในระยะยาว ขณะที่บางส่วนจะถูกนำไปใช้ประโยชน์และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยส่งเสริมความคุ้มค่าและความยั่งยืนให้กับโครงการ ปัจจุบัน หลายประเทศได้พัฒนาโครงการ CCUS ในระดับอุตสาหกรรมและมีการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว โดยในระยะเริ่มต้นส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหิน (Carbon Capture and Storage; CCS) เช่น โครงการในแคนาดา นอร์เวย์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีศักยภาพในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ระดับหลายล้านตันต่อปี ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า CCUS กำลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านพลังงานของโลก ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

เดินหน้าพัฒนาการ “ดักจับ” คาร์บอนให้ตอบโจทย์ Net Zero
สำหรับประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่เริ่มวางรากฐานด้าน CCUS อย่างจริงจัง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้งระบบดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อน (Thermal Power Plant) และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined Cycle Power Plant) ควบคู่กับการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในเทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือ การใช้สารดูดซับประเภทเอมีน (Amine Sorbents) ซึ่งเปรียบเสมือนฟองน้ำเคมีที่สามารถดับจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซไอเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม กระบวนการฟื้นฟูสารดูดซับ (Regeneration) เพื่อแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกและนำสารกลับมาใช้ใหม่นั้น ยังจำเป็นต้องใช้พลังงานความร้อนสูง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและประสิทธิภาพโดยรวมในการผลิตไฟฟ้า ในขณะเดียวกัน กฟผ. ได้ดำเนินการศึกษาการประยุกต์ใช้วัสดุนวัตกรรมใหม่อย่างโครงข่ายโลหะอินทรีย์ (Metal-Organic Frameworks: MOFs) ซึ่งมีโครงสร้างรูพรุนขนาดเล็กระดับนาโนเมตร ที่สามารถคัดเลือกและดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซไอเสียได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังใช้พลังงานในกระบวนการฟื้นฟูน้อยกว่าสารดูดซับแบบเดิม การพัฒนาดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบ CCUS ให้มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
วางรากฐาน “กักเก็บ” คาร์บอนเพื่ออนาคต
หลังจากดักจับคาร์บอนมาได้แล้ว ก็จะนำส่งลงไปเก็บไว้ใต้ดินอย่างถาวร (Storage) โดยการกักเก็บคาร์บอนในชั้นธรณีวิทยาจะอาศัยชั้นหินที่มีความพรุนสูงสำหรับกักเก็บคาร์บอน และมีชั้นหินทึบปิดทับด้านบนเหมือนฝาหม้อเพื่อป้องกันการรั่วไหล ซึ่งโดยทั่วไปชั้นหินที่กักเก็บได้ดีต้องอยู่ลึกมากกว่า 800 เมตรจากผิวดิน เพื่อเร่งการศึกษาแหล่งกักเก็บคาร์บอนในระยะเริ่มต้น กฟผ. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ ปตท.สผ. ศึกษาศักยภาพแหล่งกักเก็บของประเทศไทย โดย กฟผ. กำลังศึกษาที่แอ่งลำปาง เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนบนบก ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการสำรวจโครงสร้างชั้นหินใต้ดิน คุณสมบัติความพรุน และความสามารถของชั้นปิดกั้นคาร์บอนไม่ให้รั่วไหลในระยะยาว นอกจากนี้ กฟผ. ยังมองหาเทคโนโลยีการกักเก็บทางเลือกอื่น เพื่อสนันสนุนวิธีการกักเก็บคาร์บอนที่ กฟผ. ดักจับจากโรงไฟฟ้าในอนาคต เช่น การวิจัยการกักเก็บคาร์บอนในหินบะซอลต์ ใกล้เหมืองแม่เมาะ ที่สามารถทำปฏิกิริยากับคาร์บอนและเปลี่ยนให้กลายเป็นแร่ธาตุที่มีความเสถียรคล้ายหินแข็งตามธรรมชาติ ช่วยลดความเสี่ยงการรั่วไหลในระยะยาว นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการวางรากฐานระบบกักเก็บคาร์บอนของประเทศไทยในอนาคต
เปลี่ยนคาร์บอนมา “ใช้ประโยชน์” สร้างมูลค่า ด้วยแนวคิด CE
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ แนวคิดการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ที่เคยถูกปล่อยทิ้งสู่ชั้นบรรยากาศให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การผลิตวัสดุก่อสร้าง สารเคมี ไปจนถึงเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การนำคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้เป็นวัตถุดิบร่วมกับไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งเป็นแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาร์บอนและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบิน ภายใต้แนวคิดดังกล่าว กฟผ. ได้นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy : CE) มาประยุกต์ใช้ผ่านการต่อยอดคาร์บอนไดออกไซด์ วัตถุพลอยได้ และของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้า ไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น การศึกษาการผลิตแคลเซียมคาร์บอเนต หรือหินปูนสังเคราะห์ จากยิปซัมซึ่งเป็นวัตถุพลอยได้ และน้ำขี้เถ้าซึ่งเป็นของเหลือใช้ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับวัสดุก่อสร้างและปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ นอกจากนี้หินปูนสังเคราะห์ดังกล่าวยังสามารถนำกลับไปใช้ในกระบวนการกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ (FGD: Flue Gas Desulfurization) ในโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะได้อีกครั้งหนึ่ง แนวทางดังกล่าวถือเป็นการบูรณาการการใช้ประโยชน์จากของเหลือในกระบวนการผลิตไฟฟ้าอย่างครบวงจร ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรและของประเทศไปพร้อมกัน

แม้เทคโนโลยี CCUS ยังมีความท้าทายอีกหลายประการ ทั้งในด้านต้นทุน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และกรอบกฎหมายที่รองรับ แต่ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีนี้จึงเป็น “ความหวังใหม่” ของหลายประเทศในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะท้ายที่สุดแล้ว การลดคาร์บอนไม่ใช่ภารกิจของเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่เป็นการผสานทุกทางเลือกเข้าด้วยกัน เพื่อค้นหาทางออกที่สมดุลและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ทั้งในมิติของความมั่นคงทางพลังงาน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป
