เมื่อโลกก้าวสู่ยุค AI ไทยจะเตรียมระบบไฟฟ้าอย่างไรให้มั่นคง
25 September 2026ทุกวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งการทำงาน การสื่อสาร ไปจนถึงการให้บริการต่าง ๆ เบื้องหลังการใช้งานเหล่านี้คือศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ซึ่งต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณและความต่อเนื่อง ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอ แต่ต้องรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพ ต้นทุน และสิ่งแวดล้อม คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะเตรียมระบบไฟฟ้าอย่างไรให้ “เพียงพอ มั่นคง และสะอาด” เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีในอนาคต
โจทย์ที่ท้าทายนี้เป็นหัวข้อสำคัญในเวทีเสวนา “AI x Energy Security: The Nuclear Opportunity” ภายในงาน Gastech 2026 ซึ่งมีการพูดคุยถึงบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ต่อความมั่นคงทางพลังงานในยุค AI โดยมี ดร.นทีกูล เกรียงชัยพร วิศวกรระดับ 10 กองประกันคุณภาพและพลังงานนิวเคลียร์ (กปพ-พ.) ฝ่ายวิศวกรรมโรงไฟฟ้า (อวร.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการเตรียมระบบไฟฟ้าของไทย และความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยี SMR มาเป็นทางเลือกเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต โดยประเด็นจากการเสวนาครอบคลุมทั้งด้านความต้องการไฟฟ้าในยุค AI ทางเลือกใหม่ด้านพลังงาน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยี SMR

ความต้องการไฟฟ้ายุค AI กับทางเลือกพลังงานของไทย
ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2026) คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อาจพุ่งสูงถึง 6,000–9,000 เมกะวัตต์ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความสนใจคือพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งผลิตไฟฟ้าในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย การนำเทคโนโลยี SMR มาพิจารณาถือเป็นการตอบโจทย์ด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งราคาซื้อขายในตลาดโลกมีความผันผวน การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่หลากหลายจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป

SMR กับระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด โดยร่างแผน PDP2026 ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 65% ภายในปี 2593 แต่เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนมีความผันผวน การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่หลากหลายและพึ่งพาได้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในบริบทนี้ SMR จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเข้ามาช่วยรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ร่างแผน PDP2026 ระบุเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าจาก SMR รวม 9,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ กฟผ. อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการ SMR แห่งแรกของประเทศไทย โดยมุ่งศึกษาและต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ต้นทุน โครงสร้างพื้นฐาน และข้อกำหนดทางกฎหมาย
เตรียมความพร้อมก่อนเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์
การพัฒนาโครงการ SMR ไม่ได้มีเพียงเรื่องเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายและกฎระเบียบ ระบบกำกับดูแล ความปลอดภัย ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเนื่องจากประเทศไทยยังไม่เคยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงควรมีกลไกการดำเนินงานระดับชาติ หรือ Nuclear Energy Program Implementing Organization (NEPIO) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA แนะนำสำหรับประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ เพื่อทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดทิศทางการดำเนินงาน และผลักดันการเตรียมความพร้อมของประเทศให้เป็นไปอย่างเป็นระบบตามแนวทางของ IAEA
ขณะเดียวกัน การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย การจัดการกากกัมมันตรังสี และมาตรการรองรับกรณีเกิดเหตุผิดปกติ การสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะช่วยสร้างความเข้าใจและการยอมรับต่อการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ของประเทศ

ต่อยอดความพร้อม SMR ด้วยความร่วมมือระดับโลก
การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากนานาประเทศ โดยล่าสุด กฟผ. ได้ลงนามความตกลงรับทุนสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นโครงการโรงไฟฟ้า SMR กับองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USTDA ภายในงาน Gastech 2026 ซึ่งครอบคลุมการประเมินเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ ต้นทุน ตลอดจนขั้นตอนและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ
นอกจากนี้ กฟผ. ยังร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้โครงการ FIRST Program ซึ่งสนับสนุนการวางรากฐานสำหรับการใช้เทคโนโลยี SMR อย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้และความพร้อมด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์


เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและเสริมความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต กฟผ. จึงเดินหน้าผลักดันโครงการ SMR แห่งแรกของไทย โดยมีเป้าหมายเริ่มเดินเครื่องในปี 2580 ทั้งนี้ การพัฒนา SMR ถือเป็นโครงการระยะยาวที่ต้องดำเนินการอย่างรัดกุมและผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การขออนุญาตตามกฎหมาย ไปจนถึงขั้นตอนการก่อสร้าง จึงต้องเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเทคโนโลยี กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และการสร้างความเข้าใจกับประชาชน กฟผ. จึงมุ่งเตรียมการในทุกมิติอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้โครงการ SMR ขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในอนาคต
