จากธรรมชาติสู่คาร์บอนเครดิต และโลกการเงิน บนเส้นทางพลังงานสู่ความยั่งยืน

20 October 2026

          ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่พลังงาน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันจนแยกไม่ออก การผลิตไฟฟ้าในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างพลังงานให้มั่นคงและเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ แต่ต้องผลิตพลังงานด้วยความรับผิดชอบ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนส่งต่อถึงคนรุ่นต่อไป

          สำหรับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืน คือ ภารกิจที่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ามาขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไฟฟ้า การจัดส่งไฟฟ้า การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ การลดและบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการนำกลไกทางการเงินสมัยใหม่มาเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน เพื่อผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และวัดผลได้

‘Biodiversity’ คืนสมดุลให้ธรรมชาติ จากผืนป่าสู่โลกใต้ทะเล

          ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)  คือหัวใจของระบบนิเวศและคุณภาพชีวิต การพัฒนาพลังงานจึงต้องควบคู่ไปกับการรักษาความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติ กฟผ. ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการประเมินและติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อวางแผนอนุรักษ์เชิงพื้นที่ ตลอดจนการป้องกัน ลดผลกระทบ และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างจริงจัง ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนได้จากการพบและอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สำคัญในหลายพื้นที่รอบเขื่อนและโรงไฟฟ้า ตั้งแต่โลมาอิรวดีบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา นกแก๊กในพื้นที่เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ไปจนถึงพะยูนบริเวณใกล้โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่

          ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังเดินหน้าพลิกฟื้นพื้นที่ดำเนินงานด้านพลังงาน อย่างเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ ผ่านการพื้นฟูดินและปลูกพรรณไม้จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด เป็นแหล่งพักพิงอันอุดมสมบูรณ์ของนกเป็ดผีเล็กและนกนานาชนิดรวมกว่า 100 ชนิด จากผืนดินดำดิ่งสู่ผืนน้ำ กฟผ. ได้ต่อยอดความสำเร็จผ่าน “โครงการบ้านปลา กฟผ.” โดยนำลูกถ้วยฉนวนไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งานมาประยุกต์เป็นปะการังเทียมและฐานลงเกาะให้กับตัวอ่อนปะการัง เพื่อสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเล ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานควบคู่กับการดูแลธรรมชาติ เพื่อให้พื้นที่พลังงานและสิ่งแวดล้อมเติบโตเคียงคู่กันอย่างยั่งยืน

‘T-VER’ เปลี่ยนการลดคาร์บอน ให้กลายเป็นคุณค่าที่วัดได้

          อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของภาคพลังงาน คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กฟผ. จึงมุ่งขับเคลื่อนผ่าน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่ง กฟผ. ได้ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ครอบคลุมโครงการหลากหลายประเภท อาทิ การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)

          โครงการที่ผ่านการรับรองตามหลักเกณฑ์ T-VER  จะสามารถเปลี่ยนปริมาณการลดและดูดซับก๊าซเรือนกระจกให้กลายเป็น “คาร์บอนเครดิต” และเชื่อมโยงเข้าสู่กลไกตลาดได้ เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจในธุรกิจสีเขียวให้เติบโตไปด้วยกัน รวมทั้งสนับสนุนให้การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

‘SLB’ เมื่อเป้าหมายสีเขียว เชื่อมถึงโลกการเงิน

          การขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงเป้าหมายเข้ากับการวางแผน การลงทุน  และการบริหารจัดการองค์กรในทุกมิติ โดยในปี 2568 กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับความรับผิดชอบทางการเงิน

          ต่อมาในปี 2569 กฟผ. ได้ต่อยอดความสำเร็จด้วยการเพิ่มวงเงินเป็น 5,000 ล้านบาท พร้อมยกระดับเป้าหมายที่ท้าทายขึ้น ด้วยการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งใน Scope 1 (การปล่อยทางตรง) และ Scope 2 (การใช้พลังงานขององค์กร) ต่อปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ลงอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 (เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564) หากบรรลุเป้าหมายจะได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากไม่บรรลุเป้าหมายจะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ทำให้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบทางการเงิน กลไกนี้เป็นแรงผลักดันให้องค์กรวางแผน ติดตาม วัดผล และพัฒนาการดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคการเงินและนักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

          เพราะการผลิตไฟฟ้าที่สร้างความยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบพลังงานที่มั่นคงและเพียงพอเท่านั้น แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างพลังงาน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพจากผืนป่าสู่ระบบนิเวศใต้ทะเล การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต ไปจนถึงการเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับกลไกทางการเงินผ่าน SLB ทุกมิติคือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนความยั่งยืน ให้เปลี่ยนจากแนวคิดไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้และสร้างคุณค่าได้จริง เป้าหมายปลายทางของการพัฒนาพลังงาน คือ การใช้ทุกทรัพยากร ทุกโครงการ และทุกการลงทุนด้วยความรับผิดชอบ เพื่อส่งต่อคุณค่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ สังคม และประเทศไทย พร้อมวางรากฐานพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป