Q : ทุกเขื่อนของ กฟผ.มีการออกแบบโครงสร้างเพื่อรองรับแรงจากแผ่นดินไหวหรือไม่อย่างไร

A : เขื่อนเป็นโครงสร้างแรกของโลกที่ถูกออกแบบให้รับแรงแผ่นดินไหวได้ ตั้งแต่ ค.ศ.1930 เขื่อนแรกของ กฟผ. คือเขื่อนภูมิพล สร้างเสร็จปี พ.ศ. 2507 หรือ ค.ศ.1964 ก็ได้รับการออกแบบให้รับแผ่นดินไหว โดยเขื่อนขนาดใหญ่ กฟผ.รับแผ่นดินไหวได้ 0.1g คือพิจารณาแรงแผ่นดินไหวเป็นแรงกระทำในแนวราบมีขนาด 10 % ของน้ำหนักเขื่อน ในปัจจุบัน กฟผ.ร่วมกับ ม.เกษครฯ ทำการวิเคราะห์ทบทวนความสามารถในการรับแรงกระทำจากแผ่นดินไหวของเขื่อน กฟผ. โดยใช้วิทยาการวิเคราะห์ฯที่ทันสมัย พบว่า เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนสิริกิติ์ สามารถรับแรงกระทำจากแผ่นดินไหว ขนาด 7.0 ริคเตอร์ ได้โดยไม่พังทลาย มีเพียงความเสียหายเล็กน้อย เช่น สันเขื่อนทรุดตัวลง

Q : มั่นใจในความแข็งแรงของเขื่อนของ กฟผ. จากแรงแผ่นดินไหวแค่ไหน

A : จากสถิติเขื่อนทั่วโลกที่พังทลายจากแผ่นดินไหวมีเพียงเขื่อน 3 เขื่อนจากเขื่อนทั่วโลกกว่า 38,000 เขื่อน โดยพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เขื่อนพังคือ การรั่วซึม และการไหลล้นข้าม มีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 67 จากเขื่อนที่พังทั้งหมด 240 เขื่อน ขณะที่การพังจากแผ่นดินไหวคิดเป็นร้อยละ 1 ของเขื่อนที่พังเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขื่อนที่เก่า จากประสบการณ์ความผิดพลาดในอดีตช่วยให้มาตรฐานการก่อสร้างเขื่อนสมัยใหม่ (ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา) มีความแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้น จึงไม่พบสถิติเขื่อนพิบัติในยุคหลังๆ นี้ โดยเขื่อนของ กฟผ. ทั้งหมดจัดเป็นเขื่อนที่ถูกก่อสร้างด้วยวิศวกรรมเขื่อนที่พัฒนาแล้ว ตัวอย่างความแข็งแรงของเขื่อนต่อแรงกระทำจากแผ่นดินไหว เห็นได้ชัดเจนจาก เมื่อปี พ.ศ. 2551 เกิดแผ่นดินไหวเสฉวนขนาด 8 ริคเตอร์ ประเทศจีน เขื่อนชื่อ Zipingpu สูง 156 ม. ตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวเพียง 17 ก.ม. สามารถทนแรงแผ่นดินไหวครั้งนี้โดยไม่พังทลายเพียงเขื่อนทรุดลงไป 73 ซม. เท่านั้น ในขณะที่บ้านเรือนเสียหายอย่างมาก เขื่อนนี้ถูกออกแบบรับแรงแผ่นดินไหว 0.26g แต่รับได้ถึง 2g จากที่เครื่องมือตรวจวัดได้ที่เขื่อน

20150821-A02-01

Q : ทำไมเขื่อนจึงแข็งแรงกว่าอาคารบ้านเรือน

A : เพราะเขื่อนได้เปรียบทางโครงสร้างกว่าอาคารบ้านเรือนหลายประการคือ

  • เขื่อนมีฐานกว้าง ด้านบนแคบ จึงต้านแรงผลักจากแผ่นดินไหวได้ดีกว่าอาคารบ้านเรือน เนื่องจากโครงสร้างอาคารบ้านเรือนภายในจะกลวงเพียงแค่เสาหักหรือล้มเพียงหนึ่งต้น ก็ทำให้อาคารทั้งหลังพังทลายลงมาได้ ต่างจากตัวเขื่อนที่มีโครงสร้างตันอัดแน่นด้วยมวลสารจึงต้านทานการพังทลายได้ดี
  • วัสดุที่ใช้สร้างเขื่อนมีความยืดหยุ่นตัวมากกว่าอาคารบ้านเรือน
  • เขื่อนถูกออกแบบและก่อสร้างด้วยมาตรฐานที่สูง ต่างจากอาคารบ้านเรือนโดยเฉพาะที่ไม่ใช่อาคารสูงจะได้รับการออกแบบและก่อสร้างด้วยกระบวนการที่ต่ำกว่า
  • เขื่อนขนาดใหญ่จะวางอยู่บนฐานรากที่เป็นหินแข็งเสมอจึงไม่ขยายคลื่นแผ่นดินไหว ส่วนอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มซึ่งฐานรากอยู่บนดินตะกอนซึ่งจะสามารถขยายการสั่นไหวได้มากกว่า ดังจะเห็นได้จากหลายครั้งที่กรุงเทพรับรู้การสั่นไหวได้มากกว่าทั้งที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากกว่า

          ดังนั้นหากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นสิ่งที่ควรตระหนักมากกว่าคือความมั่นคงแข็งแรงของอาคารบ้านเรือนของตนเองที่อาจพังทลายก่อนเขื่อน และเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ตนเองได้

Q : เขื่อนพังน้ำก็ไหลออกมาแรง ชีวิตจะรอดได้อย่างไร

A : เวลาที่เขื่อนเริ่มถูกน้ำกัดเซาะยังต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าที่จะพังทลายเป็นช่องเปิด ยกตัวอย่างเช่น เขื่อน Teton ในประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เวลา 4 ชั่วโมงจึงถูกกัดเซาะจนเป็นช่องเปิด โดยเขื่อนจะพังเพียงบางส่วนจนปริมาณที่ไหลออกมาสมดุลย์แล้วเท่านั้น จะไม่พังตลอดความยาวทั้งตัวเขื่อน เขื่อนพังจึงไม่เหมือนเปิดประตูน้ำทั้งบานให้น้ำไหลออกมาทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำที่จะไหลออกมาหากเขื่อนเกิดการพังทลายนั้น น้ำจะไม่ไหลออกมาทั้งหมดในทันทีทันใด ทำให้มีเวลาที่จะใช้อพยพประชาชนด้านท้ายน้ำได้ทันการ

20150821-A02-02

Q : เขื่อน กฟผ. ปลอดภัยจากแผ่นดินไหวอย่างไร ?

A : เขื่อน กฟผ. ปลอดภัยจากแผ่นดินไหวเนื่องจาก

  1. โครงสร้างของเขื่อนมีฐานกว้างต้านทานการพังทลายได้ดี
  2. วัสดุที่ใช้ก่อสร้างเขื่อนมีความยืดหยุ่นให้ตัวได้ดี เมื่อมีการเคลื่อนตัวเสียรูปไปก็ยังมีกำลังคงเหลืออยู่บางส่วนจึงไม่ทำให้เคลื่อนพังในทันทีทันใด
  3. มาตรการในการออกแบบก่อสร้างมีกระบวนการควบคุมคุณภาพที่ดี
  4. เขื่อนกฟผ.ตั้งอยู่บนฐานรากที่เป็นหินแข็ง จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการขยายแรงแผ่นดินไหวของฐานรากดังเช่นที่เป็นดินอ่อนแบบกรุงเทพฯ
  5. แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะเป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (ต่ำกว่า 7 ริคเตอร์) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะไม่ทำให้เขื่อนพังทลาย แต่อาจเสียหายบางส่วน เช่น สันเขื่อนทรุดตัว ลาดเขื่อนเคลื่อนตัวฯ เท่านั้น
  6. หากว่าเขื่อนได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและมีการขยายตัวไปสู่การพังทลาย จะมีเวลานานเพียงพอแก่การอพยพประชาชนท้ายน้ำ
  7. กฟผ. ได้ให้ความใส่ใจในการดูแลเขื่อนทุกขั้นตอนตั้งแต่ การสำรวจ ออกแบบ ก่อสร้าง และใช้งาน เพื่อให้เขื่อนมีความมั่นคงแข็งแรงด้วยกระบวนการตามมาตรฐานสากลตลอดอายุการใช้งานเขื่อน รวมทั้งยังได้จัดทำแผนดำเนินการในภาวะฉุกเฉินเตรียมพร้อมและซักซ้อมแผนไว้แล้ว จึงทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเขื่อนของ กฟผ. มีความมั่นคงแข็งแรงต่อแรงกระทำจากแผ่นดินไหวเพียงพอและปลอดภัยแน่นอน

Q : ญี่ปุ่นยังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่กว่าที่เคยเกิดเลย ทำไมจะเกิดที่เมืองไทยไม่ได้ ? เพราะเห็นไหมว่าโลกร้อนขึ้น ภัยธรรมชาติก็เกิดขึ้นมาก แล้วแผ่นดินไหวทั่วโลกก็เกิดเพิ่มขึ้น

A : แผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะเกิดเฉพาะบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกมาชนกัน กว่า 80% เกิดตามรอยต่อแผ่นเปลือกโลกบริเวณวงแหวนไฟ แผ่นดินไหวขนาด 8 ริคเตอร์ มีน้อยครั้งมากที่จะเกิดบนผืนแผ่นดิน โดยข้อมูลทางวิชาการที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน โอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่กว่า 6.5 ในเมืองไทย เป็นไปได้ยากมาก และนักวิชาการแผ่นดินไหวระดับนานาชาติเช่น หน่วยงาน USGS ของอเมริกา ก็ยืนยันบนเว็บไซต์ว่าหากเปรียบเทียบกับสถิติแผ่นดินไหวทั่วโลกตั้งแต่มีการตรวจวัดมา ความถี่ และขนาดแผ่นดินไหวไม่ได้เพิ่มขึ้น

20150821-A02-03

Q : มีรอยเลื่อนอยู่ใต้เขื่อนหรือไม่ ? กฟผ. ยอมรับหรือไม่? จริง ๆ แล้ว กฟผ. ปกปิดอะไรไว้หรือไม่? กฟผ. ว่าไม่มีแล้วทำไมนักวิชาการออกมาเตือน

A : ถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีรายงานวิชาการใดยืนยันว่ามีรอยเลื่อนมีพลังอยู่ใต้เขื่อนของ กฟผ. ในขณะที่ข้อมูลของ กฟผ. มีแหล่งยืนยันได้ว่าเขื่อน กฟผ. ไม่ได้ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนมีพลัง นักธรณีวิทยาหลายพันคนในเมืองไทยและสมาคมนักธรณีวิทยาก็ไม่ได้วิตกหรือออกมายืนยันเรื่องรอยเลื่อนมีพลัง ในส่วนของความมั่นคงเขื่อนดูจากว่า วิศวกรเมืองไทยหลายหมื่นคนและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยก็มาตรวจสอบเขื่อนดูแล้วไม่มีข้อสงสัยในเรื่องความปลอดภัยเขื่อน การที่นักวิชาการออกมาเตือนนั้นเป็นความคิดเห็นส่วนตัว สถาบันที่มีมาตรฐานและเป็นเสาหลักด้านวิชาการวิศวกรรมและธรณีของประเทศที่กล่าวมาไม่มีข้อสงสัย จึงขอให้ขอให้ท่านชั่งน้ำหนักเอาเอง

20150821-A02-04

Q : อธิบายว่าขนาดริคเตอร์เป็นยังไง ?

A : ริคเตอร์เป็นการบอกขนาดแผ่นดินไหวที่จุดศูนย์กลางที่เกิด แม้จะเป็นแผ่นดินไหวครั้งเดียวกันถ้าอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวความรุนแรงจะมาก ถ้าอยู่ไกลศูนย์กลางแผ่นดินไหวก็จะมีความรุนแรงน้อยลง ดังนั้นดูจากขนาดริคเตอร์อย่างเดียวจะบอกความรุนแรงไม่ได้ ต้องบอกขนาดริคเตอร์ควบคู่กับระยะห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวด้วย ระยะใกล้ไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะมีความรุนแรงแตกต่างกัน ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแผ่นดินไหวและธรณีแปรสัณฐานของโลก (SEIS-SCOPE) ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้คนเกือบทั่วทั้งโลก หันมาใช้ “มาตราโมเมนต์แมกนิจูด” แทบทั้งสิ้น

          “ถ้าจะยังใช้มาตราริกเตอร์ก็ไม่ได้ผิด แต่ถ้าจะใช้ริกเตอร์ ต้องใช้กับแผ่นดินไหวที่มีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 6 ถ้ามากกว่านั้นจะไม่ใช้ริกเตอร์ ให้ใช้มาตราโมเมนต์แมกนิจูดแทน ตามหลักสากลจะนิยมใช้คำว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาดเท่าไร แค่นั้นพอ เขาไม่ใส่หน่วยข้างหลัง เพราะ "แมกนิจูด" แปลว่า "ขนาด" เช่น ฝรั่งรายงานว่าเกิดแผ่นดินไหว 7.3 แมกนิจูด ก็แปลเป็นไทยได้ว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 เป็นต้น” นักธรณีวิทยาชำนาญการให้ข้อเสนอแนะ

          มาตราโมเมนต์แมกนิจูด ( moment magnitude scale; MMS, Mw) เป็นมาตราที่วัดขนาดของคลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งบันทึกได้จากเครื่องบันทึกแผ่นดินไหวในลักษณะคล้ายคลึงกับค่าที่บันทึกได้ในมาตราริกเตอร์แต่มีความละเอียดและแม่นยำกว่า เพราะเป็นมาตราที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่พร้อมๆ กับเครื่องวัดแผ่นดินไหวที่มีการบันทึกผลด้วยระบบฟังก์ชันเวลาในปี พ.ศ.2513 เพื่อใช้แทนมาตราริกเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2473

          ขนาดของโมเมนต์ที่ได้จากการวัดคลื่นแผ่นดินไหว (Seismograph) จะถูกเปลี่ยนไปเป็นตัวเลขแมกนิจูด ด้วยการคำนวณกับสูตรมาตรฐาน ซึ่งผลสุดท้ายจะได้ค่าที่เรียกว่า โมเมนต์แมกนิจูด ที่เป็นหน่วยบ่งบอกขนาดการเกิดแผ่นดินไหว ที่แม้ว่าสูตรในการคำนวณจะต่างกัน แต่มาตราใหม่นี้ยังคงให้ขนาดของแผ่นดินไหวใกล้เคียงกับขนาดแผ่นดินไหวในมาตราริกเตอร์ แต่จะไม่เหมือนกับมาตราริกเตอร์เสียทีเดียว