024.jpg

กฟผ. แจงสาเหตุราคาน้ำมันลดลง ยังไม่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้า คาดสิ้นปีหน้าเตรียมเฮ! ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มอาจปรับลดลง

         ฝ่ายจัดการเชื้อเพลิง กฟผ. แจงสาเหตุ สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ส่งผลให้ปรับลดราคาค่าไฟฟ้าในปีนี้ ชี้ไม่ใช่ราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้า มั่นใจหากไม่มีปัจจัยอื่นแทรกซ้อน สิ้นปี 2559 หรือต้นปี 2560 ค่าไฟฟ้าอาจปรับลดลงได้

20160108 M01 01

         นางราณี โฆษิตวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการเชื้อเพลิง-วิชาการ (ช.อจช-ว.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงกรณีราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ภาคขนส่งเริ่มทยอยปรับราคาค่าบริการลง แต่ยังไม่ส่งผลต่อการปรับราคาค่าไฟฟ้าให้ลดลงในปัจจุบันนั้น ช.อจช-ว. กล่าวว่า “ราคาน้ำมันดิบโลกได้เริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ปลายปี 2557 อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน(ธันวาคม 2558) ซึ่งลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 ที่ระดับราคาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือที่ราคา 36.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีสาเหตุหลัก 3 ปัจจัย คือ 1) ปริมาณน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ผลิตจาก Shale Oil มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความได้เปรียบในศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะอย่างต่อเนื่อง 2)อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสาธารณรัฐประชาชนจีนปรับตัวลดลง ส่งผลต่ออุปสงค์น้ำมันดิบ (Demand) ซึ่งมีความต้องการจำนวนมากปรับลดลงตามไปด้วย ในขณะที่อุปทาน (Supply) ยังคงล้นตลาดในปัจจุบัน 3) กลุ่มโอเปค (Organization of the Petroleum Exporting Countries : OPEC) ที่ยังคงมีมติไม่ลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากความพยายามในการรักษาส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะ ซาอุดิอาระเบีย อิรัก และอิหร่าน ที่เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นด้วย และ 4) ความไม่มั่นคงทางการเมืองและสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกลุ่ม ISIS ได้นำน้ำมันดิบจากแหล่งที่ยึดได้ ออกมาขายในตลาดมืดเพื่อนำเงินมาใช้สนับสนุน การทำสงคราม”

         ช.อจช-ว. กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนโดยประมาณร้อยละ 70 ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ดังนั้นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ของประเทศ จึงเกิดจากราคาก๊าซธรรมชาติในกลุ่ม Pool2 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 94 ของแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งโครงสร้างราคา Pool2ประกอบด้วยราคาค่าก๊าซฯ ปากหลุม (Wellhead) ค่าการตลาด (Margin) และค่าผ่านท่อ (Pipeline Tariff) เป็นหลัก

          โดยในราคาก๊าซฯ ปากหลุม (Pool 2) มีดัชนีกำหนดที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Exchange Rate) โดยผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าหรือแข็งค่าขึ้น 1 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในกลุ่ม Pool2 เปลี่ยนแปลง 6.6 บาท/ล้านบีทียู 2) ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Oil Price) เมื่อราคาเปลี่ยนแปลง 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในกลุ่ม Pool2 เปลี่ยนแปลง 2.2 บาท/ล้านบีทียู และ 3) ดัชนีทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Indexes) เช่น ดัชนีผู้บริโภค (Consumer Price Index), Export Price of USA เป็นต้น เมื่อดัชนีดังกล่าวเปลี่ยนแปลง 1 หน่วย จะทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในกลุ่ม Pool 2 เปลี่ยนแปลง 0.1 บาท/ล้านบีทียู

         ช.อจช-ว. ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว มีระยะเวลา (Time Lag) ที่จะส่งผลต่อราคาก๊าซฯ ที่ทำให้ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันโลกตั้งแต่ปลายปี 2557 จะยังไม่ส่งผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติในทันที โดยผลกระทบของช่วงเวลา มีความแตกต่างกันไปในแต่ละสัญญาซื้อขายก๊าซฯ ระหว่าง ปตท. กับ ผู้ผลิตในแหล่งก๊าซฯ อ่าวไทย พม่า และ พื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งสิ้น 9 สัญญาฯ กล่าวคือ 1) ผลกระทบของราคาน้ำมันย้อนหลังไม่เกิน 3 เดือน จะมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28 ของแหล่งผลิต 2) ผลกระทบของราคาน้ำมันย้อนหลังไม่เกิน 6 เดือน จะมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของแหล่งผลิต 3) ผลกระทบของราคาน้ำมันย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน จะมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของแหล่งผลิต และ 4) ผลกระทบของราคาน้ำมันย้อนหลังมากกว่า 12 เดือน จะมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของแหล่งผลิต ดังนั้นผลกระทบจากราคาน้ำมันจะครบถ้วนต่อราคาก๊าซฯ คิดเป็นร้อยละ 100 ของแหล่งผลิตในกลุ่ม Pool 2 ทั้งหมด ในเดือนตุลาคม 2559

         สำหรับ ในปี 2558 เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัว พบว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Oil Price) มีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติ มากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Exchange Rate) เนื่องจากปลายปี 2557 ถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลงร้อยละ 100 ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติลดลงประมาณร้อยละ 20-30 ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4 เท่านั้น

         ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่าราคาค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง ที่เป็นผลมาจากราคาก๊าซฯ อย่างไรก็ดี ในอนาคตอันใกล้ หากไม่มีปัจจัยอื่นมากระทบต่อราคาค่า Ft โดยเฉพาะปัจจัยของอัตราแลกเปลี่ยน ที่มีผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าในรูปแบบของ ตัวแปรอื่น ไม่เปลี่ยนแปลงไป คาดว่าราคาค่าไฟฟ้าน่าจะปรับลดลง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นสำคัญ” ช.อจช-ว. กล่าวในที่สุด