004.jpg

กฟผ. เดินหน้าศึกษาโครงการคลังก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำตามมติ กพช. มุ่งเสริมความมั่นคงในการจัดหาเชื้อเพลิงและลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ถูกลง

          กฟผ. เดินหน้าศึกษาความเหมาะสม โครงการคลังสถานีแปลงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ลอยน้ำ หรือ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน สำหรับรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 5 ล้านตันต่อปี ส่งให้โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. และให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาถูก

20160624-M01-01

          จากที่ประชุม กพช. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้ กฟผ. ศึกษาความเหมาะสมเพิ่มเติม โครงการก่อสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ หรือ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน สำหรับรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas : LNG) ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปี ส่งให้โรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ชุดที่ 1-2 และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ รวมทั้งจัดส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โดย กฟผ. ต้องนำผลการศึกษามาเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายใน 3.5 เดือน

20160624-M01-02

          นางราณี โฆษิตวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการเชื้อเพลิง - วิชาการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงมติดังกล่าว สืบเนื่องมาจากประมาณการความต้องการใช้ และการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2015) พบว่า ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาร์ในปัจจุบันส่งมาตามระบบท่อ ของ ปตท. มีปริมาณลดลงเป็นลำดับ โดยมีสาเหตุที่สำคัญมาจากปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วตามสัญญามีปริมาณลดลง ประกอบกับการต่ออายุสัมปทานรอบใหม่ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้ประเทศต้องเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแผนก๊าซธรรมชาติของกระทรวงพลังงาน พบว่าปริมาณความต้องการ LNG เพิ่มจากปัจจุบันที่ 5 ล้านตันต่อปี เป็น 22 ล้านตันต่อปี ในปี 2579 โดยคิดเป็นสัดส่วนของ LNG ที่เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 70 ของปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศ

          นางราณี โฆษิตวานิช กล่าวต่อไปว่า จากผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ พบว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ทั้งทางด้านเทคนิค และทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ กฟผ.มีศักยภาพที่จะสามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก่อสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลวแบบลอยน้ำได้ โดยในเบื้องต้น สายงานรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ได้นำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ฯ ดังกล่าวต่อกระทรวงพลังงานมาโดยตลอด และล่าสุด กพช. ได้มีมติมอบหมายให้ กฟผ. ทำการศึกษาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) พื้นที่อ่าวไทยตอนบน สำหรับรองรับการนำเข้า LNG ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปี เพื่อจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ รวมทั้งจัดส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่ง ก๊าซธรรมชาติ โดยให้นำผลการศึกษาทั้งหมดกลับมาเสนอต่อ กบง. และ กพช. เพื่อพิจารณาภายใน 3.5 เดือน ซี่งขณะนี้ ทางสายงานรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ได้กำหนดกรอบการศึกษาเพิ่มเติมตามที่ กพช. มีมติมอบหมาย และได้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใต้กรอบเวลาดังกล่าว

20160624-M01-03

          “คาดว่าหลังจากได้นำเสนอผลการศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ กฟผ. สามารถพิสูจน์ให้ภาครัฐ เห็นว่า สามารถดำเนินโครงการได้อย่างเหมาะสมทั้งทางด้านเทคนิค และด้านหลักเศรษฐศาสตร์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบการจัดหาเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญราคาเชื้อเพลิงก๊าซ ฯ จะสะท้อนราคาตลาดมากขึ้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม” นางราณี กล่าวทิ้งท้าย