033.jpg

กระทรวงพลังงาน - กฟผ. ให้ข้อมูลช่องไทยพีบีเอส สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

          กระทรวงพลังงานและ กฟผ. เข้าพบบรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เนื่องจากมีประเด็นปัญหาความไม่ถูกต้องของเนื้อหาที่ออกอากาศในรายการเปิดปม ยืนยัน กฟผ. ได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพาเกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

20160805 m01 1

    เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2559 กระทรวงพลังงาน นำโดย นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ กฟผ. นำโดย นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม (รวค.) ว่าที่พันตรี อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ (อสค.) และนางยุวดี ธงสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ (อสอ.) ได้เข้าประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เนื่องจากมีบางประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนในรายการเปิดปม ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2559 โดยมี นายเชิดชาย มากบำรุง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าว (ด้านการผลิต) และบรรณาธิการรายการเปิดปม ร่วมรับฟัง ณ ห้องประชุม 301 อาคารบี สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

    ยืนยัน กฟผ. สร้าง รฟ. ถ่านหิน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

    นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เนื่องจากรายการเปิดปม ออกอากาศทางช่องไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2559 มีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา ของ กฟผ. ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จึงอยากให้ กฟผ. ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบ ซึ่งต้องยอมรับว่าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าอาจจะต้องมีการกระทบความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ กฟผ. ได้พยายามควบคุมให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ดังนั้นเพื่อลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นต้องมีการนำเสนอหรือพูดคุยตามข้อเท็จจริงและเป็นเชิงสร้างสรรค์ต่อสังคม นอกจากนี้การก่อสร้างโรงไฟฟ้ายังมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อคนในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และประชาชนทั่วไปจะมีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคง ในราคาถูก

    ประกวดราคาไม่มีผล เพราะโครงการยังไม่อนุมัติ

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รวค. กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามความเห็นของคณะผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม (คชก.) เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพาครบทั้ง ค.1 ค.2 และ ค.3 แล้วเสร็จ ขณะเดียวกันตามแผน PDP 2015 มีการกำหนดว่าโรงไฟฟ้าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อใด ฉะนั้นเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด โดยสามารถก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าทันตามแผน กฟผ.จึงได้ดำเนินการประกวดราคาและคัดเลือกผู้รับเหมาคู่ขนานกับการขออนุมัติโครงการ แต่มีการระบุเงื่อนไขชัดเจนว่าสามารถยกเลิกผู้ประกวดราคานั้นได้ หากไม่ได้รับการอนุมัติโครงการ

    ย้ำ มัสยิด กุโบร์ ไม่อยู่พื้นที่ก่อสร้าง รฟ.เทพา

    ว่าที่พันตรี อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา อสค. กล่าวถึงข้อมูลที่นำเสนอในรายการเปิดปมว่า มีความคลาดเคลื่อนราว 8 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1 มัสยิด โรงเรียน กุโบร์ อยู่ในเขตพื้นที่ก่อสร้างของโรงไฟฟ้า ข้อเท็จจริงคือมัสยิดและกุโบร์ ยังคงอยู่ที่เดิมโดยไม่มีการโยกย้าย พร้อมทั้งจะมีการปรับสภาพภูมิทัศน์ ให้ชุมชนเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาได้ตามปกติ เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่โครงการ สำหรับโรงเรียนปอเนาะหากมีความจำเป็นต้องย้ายต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาและคณะกรรมการอิสลามในพื้นที่ก่อนดำเนินการ

20160805 m01 2

    การอพยพผู้ได้รับผลกระทบมีแผนชัดเจน

    ประเด็นที่ 2 การอพยพย้ายราษฎรในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 2,895 ไร่ มีราษฎรในพื้นที่โครงการราว 148 หลังคาเรือน การดำเนินการจัดซื้อที่ดินจะดำเนินการภายหลังจากที่โครงการฯ ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น โดยมีการตั้งกรรมการจัดซื้อที่ดิน มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีผู้แทนชุมชนรวมเป็นคณะกรรมการ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการสอบถามราคาจากผู้ที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากโครงการได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้ว

    มีการออกแบบสะพานและโครงสร้างรับน้ำโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    ประเด็นที่ 3 สิ่งปลูกสร้างในทะเลจะกีดขวางการไหลของน้ำ ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง ข้อเท็จริงคือ 1) สะพานเชื่อมท่าเทียบเรือของโครงการฯ ซึ่งมีขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 3,000 เมตร ถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นโครงสร้างโปร่งและเสาสะพานมีลักษณะเป็นทรงกระบอกจึงไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสลมและกีดขวางการไหลของน้ำ และไม่มีการกำหนดเขตหวงห้ามทำให้ชาวประมงทำการประมงได้ตามปกติ นอกจากนี้โครงการมีการรวมรับฟังความคิดเห็นของชุมชนจึงออกแบบสะพานให้มีช่องที่เรือประมงสามารถลอดผ่านได้ จำนวน 2 ช่อง โดยมีความกว้าง 30 เมตร และความสูงเมื่อระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดประมาณ 9 เมตร. สำหรับช่องปกติมีความสูงเมื่อระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดประมาณ 3 เมตร ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อการสัญจรทางเรือ อาชีพประมงและการกัดเซาะชายฝั่ง 2) โครงสร้างรับน้ำเข้าของโครงการฯ ความยาว 500 เมตร จากชายฝั่ง จากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมพบว่าจะทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะในบริเวณขอบเขตชายฝั่งหน้าโครงการโรงไฟฟ้าเทพานั้น ซึ่ง กฟผ. ได้กำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบดังกล่าวโดยการจัดทำเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งชนิดชิดฝั่งความยาว ประมาณ 700 เมตร นอกจากนี้มีมาตรการตรวจสอบสภาพการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณพื้นที่โครงการ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งต่อชุมชน

    หลังสร้างเสร็จปริมาณปลาจะกลับมาปกติเหมือนท่าเทียบเรืออื่นๆ

    ประเด็นที่ 4 การตอกเสาเข็มสะพานท่าเทียบเรือจะทำให้ปลาสูญหายจับปลาได้น้อยลง ข้อเท็จจริงคือ จำนวนเสาเข็มของท่าเทียบเรือจะมีทั้งหมด 1,240 ต้น โดยแบ่งเป็นเสาเข็มท่าเทียบเรือ 190 ต้น เสาเข็มสะพานท่าเทียบเรือ 1,050 ต้น การตอกจะทำการตอกเสาเข็มทีละต้น เฉพาะช่วงเวลากลางวัน ทำงานสูงสุด 4 ต้น/วัน (ใช้เวลาตอก 80 นาที/ต้น)เนื่องจากการตอกเสาเข็มจะทำการตอกทีละต้นและการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือจะค่อยๆทำจากฝั่งออกไปสู่ท้องทะเล ดังนั้นท้องทะเลในส่วนที่ยังไม่ก่อสร้างชาวประมงก็ยังสามารถทำการประมงได้ตามปกติ สำหรับสะพานท่าเทียบเรือ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็เปิดพื้นที่ให้ชาวประมงทำการประมงได้ตามปกติ ในส่วนเรื่องการจับปลาได้น้อยลงนั้น อาจจะเกิดในช่วงการก่อสร้างและในบริเวณก่อสร้างท่าเทียบเรือเท่านั้น แต่หลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จปลาจะกลับมาปกติดังเช่นท่าเทียบเรืออื่นๆ

20160805 m01 3

    การใช้น้ำทะเลมาระบายความร้อนได้วางระบบควบคุมตามมาตรฐาน

    ประเด็นที่ 5 การใช้น้ำทะเลวันละ 9 ล้านลูกบาศก์เมตรเมื่อระบายน้ำออกไป น้ำจะไม่กระจายทั่วทั้งหมด ถ้าคลื่นพัดมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือจะทำให้น้ำที่มีอุณหภูมิสูงมากระทบสัตว์น้ำที่ชายฝั่งถึงพื้นที่สะกอมและจะนะ ข้อเท็จจริงคือ โครงการเลือกใช้น้ำทะเลในระบบหล่อเย็น เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลจึงเลือกใช้ระบบหล่อเย็นแบบผ่านครั้งเดียว (Once Through Cooling Water System) โดยใช้น้ำทะเลประมาณ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน โดยส่งผ่านเข้าสู่เครื่องควบแน่น (Condenser) น้ำทะเล ที่ผ่านการใช้หล่อเย็นแล้วบางส่วนจะนำมาใช้ต่อในระบบดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ด้วยน้ำทะเล (SWFGD) ประมาณ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน จากนั้นจะผ่านเข้าสู่บ่อเติมอากาศ (Aeration Basin) ก่อนไปรวมกับน้ำหล่อเย็นทั้งหมดแล้วถูกส่งผ่านไปยังหอหล่อเย็น (Helper Cooling Tower) เพื่อระบายความร้อนออกจากน้ำโดยการแลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศ ทำให้อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นลดลงใกล้เคียงสภาพธรรมชาติมากที่สุด ทั้งนี้การใช้น้ำทะเลกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่ทำให้เกิดการสะสมโลหะหนักต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำทะเลเนื่องจากโลหะหนักได้ถูกกำจัดไป โดยระบบดักจับฝุ่นและเถ้าลอยแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator; ESP) รวมทั้งระบบกำจัดสารปรอท โดยใช้ระบบฉีดผงถ่านกัมมันต์ (ActivatedCarbon Injection; ACI) ไปแล้ว และโครงการจะออกแบบระบบกระจายน้ำ และควบคุมคุณภาพน้ำที่ระบายลงสู่ทะเลในระยะรัศมีจากจุดปล่อยน้ำตั้งแต่ 500 เมตร ออกไปในท้องทะเลธรรมชาติให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 1 คือ คุณภาพน้ำทะเลเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับเป็นที่แพร่พันธุ์ หรืออนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน หรือเป็นแหล่งอาหาร หรือที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ พืชหรือหญ้าทะเลคือมีค่าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1 องศาเซลเซียสจากสภาพธรรมชาติ โดยมีน้ำคืนกลับสู่ทะเลประมาณ 8.95 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน ดังนั้นในภาพรวมจึงไม่มีการชะล้าง เพิ่มการสะสมของโลหะหนักรวมทั้งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในระดับต่ำ โดยไม่มีผลกระทบไปถึงพื้นที่สะกอมและพื้นที่จะนะแต่อย่างใด

20160805 m01 4

    มลสารและโลหะหนักที่เกิดจากการผลิตตลอดอายุ รฟ. อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

    ประเด็นที่ 6 เรื่องการปล่อยมลสารไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่เห็นว่าจะมีการสะสมในร่างกายคือการรับสารพิษน้อย ๆ แต่นาน ๆ ก็มีผลต่อสุขภาพได้ ข้อเท็จจริงคือ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโรงไฟฟ้าเทพาได้มีการศึกษาผลกระทบเนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5 และ PM10) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โลหะหนัก (ตะกั่ว สารหนู แคดเมียม และปรอท) ครบถ้วนทั้งในสภาพปัจจุบันและศึกษาเปรียบเทียบการสะสมในสิ่งแวดล้อมและในห่วงโซ่อาหารตลอดอายุ ของโรงไฟฟ้า 30 ปี ซึ่งพบว่ามลสารทุกชนิดดังกล่าวรวมถึงโลหะหนักอื่น ๆ มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

    การก่อสร้างโรงไฟฟ้า ยังต้องทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    ประเด็นที่ 7 ข้อกังวลต่อคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 9 /2559 ข้อเท็จจริงคือ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 9 / 2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นคำสั่งให้ในกรณีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการ กิจการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย ซึ่งระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐที่รับผิดชอบโครงการ อาจเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนรับดำเนินการตามโครงการไปพลางก่อนได้ แต่ไม่สามารถผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิแก่เอกชนดำเนินการตามโครงการได้ โดยคำสั่ง คสช. 9 /2559 ไม่ได้ครอบคลุมถึงกิจการพลังงาน และโรงไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงพลังงานขอยืนยันว่า ในส่วนของกิจการพลังงาน โดยเฉพาะการสร้างโรงไฟฟ้า ยังจำเป็นต้องดำเนินขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานวิเคราะห์ต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่โรงไฟฟ้าทุกแห่งต้องดำเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่ได้รับการผ่อนผันในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหินสะอาด ที่ อ.เทพา จ.สงขลา และที่จ.กระบี่ ตามที่มีข้อห่วงใยนั้น กระทรวงพลังงานขอยืนยันเช่นกันว่า โรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาและการจัดประชุมคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาข้อสรุปการก่อสร้าง ยังจำเป็นต้องเดินหน้าจัดทำ EIA ตามกฎหมาย

    โรงไฟฟ้าปะนาเระ ยังไม่มีความจำเป็น เร่งสร้างความเข้าใจกระบี่ เทพา

    ประเด็น 8 ทางเลือกในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ข้อเท็จริงคือ ทางเลือกโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ปะนาเระ จ.ปัตตานี แม้จะเป็นข้อเสนอหนึ่งของการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ แต่ยังไม่ได้การศึกษาและยังไม่มีความจำเป็นในการดำเนินการขณะนี้ โดยปัจจุบันกระทรวงพลังงาน มีแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2562 และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2564 และปี 2567 เพื่อให้ประชาชนเกิดการยอมรับการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ลดการต่อต้านการก่อสร้างในพื้นที่และสามารถสร้างโรงไฟฟ้าได้ตามกำหนด

    ทั้งนี้ สื่อมวลชนของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้ให้ข้อเสนอแนะว่า กฟผ. ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานที่เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ดีกว่าภาครัฐหลายหน่วยงาน อย่างไรก็ตามสื่อต้องทำงานแข่งกับเวลา บางครั้งมีประเด็นสำคัญซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วน จึงอยากขอโอกาสให้สัมภาษณ์สื่อทั้งทางโทรศัพท์และร่วมรายการโทรทัศน์ เพื่อให้สื่อได้มีการนำเสนอข้อมูลสองด้านอย่างถูกต้องและครบถ้วนต่อไป