20161004-A01-01

          โรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมือง Mátra โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี ตั้งอยู่ในเมือง Visonta ห่างจากกรุงบูดาเปสต์ 90 กิโลเมตร แม้จะเริ่มเดินเครื่องตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2500 แต่มีการปรับปรุงใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง นับเป็นโรงไฟฟ้าต้นแบบในด้านประสิทธิภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยได้ใช้ชีวมวลร่วมผลิต และติดตั้งโซลาร์ฟาร์มมาผลิตในโรงไฟฟ้าด้วย

20161004-A01-02

ปรับปรุงเทคโนโลยีทันสมัยต่อเนื่อง

          โรงไฟฟ้า Mátra เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2508 ปัจจุบัน ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขนาด 100 เมกะวัตต์ 2 โรง ขนาด 232 เมกะวัตต์ 2 โรง พลังความร้อนร่วม ขนาด 286 เมกะวัตต์ รวมทั้ง ติดตั้งโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ในปี 2558 รวมกำลังผลิต 966 เมกะวัตต์ ปัจจุบัน กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงกังหันไอน้ำ และระบบการทำงานของกังหันของโรงที่ 4 และ 5 โดยบริษัทอัลสตอม (Alstom) ทั้งนี้ โรงที่ 4 ปรับปรุงแล้วเสร็จ และโรงที่ 5 จะปรับปรุงแล้วเสร็จในปี 2560

20161004-A01-03

20161004-A01-04

สมดุลพลังงานทั้งนิวเคลียร์ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน

          ฮังการีไม่เหมือนประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ในยุโรปตะวันออก ในด้านที่มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสัดส่วนที่ไม่สูง โดยเมื่อปี 2557 ไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Paks จำนวน 4 โรง คิดเป็นร้อยละ 53 ที่เหลือเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนำเข้าเชื้อเพลิงจากสโลวาเกียและยูเครน และมีการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินร้อยละ 20 เกือบทั้งหมดผลิตจากโรงไฟฟ้า Mátra กำลังผลิต 966 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ห่างจากกรุงบูดาเปสต์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร และห่างจากเมือง Eger อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮังการี ประมาณ 40 กิโลเมตร

20161004-A01-05

          ฮังการีไม่ใช่ผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ แต่มีแหล่งลิกไนต์ที่มีการสำรวจและนำมาใช้เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ถ่านหินร้อยละ 90 ที่ใช้ในประเทศมาจากเหมือง 2 แห่ง คือที่ Visonta และ Bükkábrány ซึ่งมีบริษัทไฟฟ้า Mátra เป็นเจ้าของเช่นเดียวกัน เหมืองที่ Visonta อยู่ติดกับโรงไฟฟ้า สามารถส่งถ่านหินป้อนอาคารโรงไฟฟ้าผ่านทางสายพานลำเลียง ส่วนเหมืองที่ Bükkábrány อยู่ห่างไปประมาณ 50 กิโลเมตร ขนส่งถ่านหินมายังโรงไฟฟ้าทางรถไฟ

20161004-A01-06

20161004-A01-07

การดูแลสิ่งแวดล้อม

          แม้โรงไฟฟ้าจะมีอายุมากแล้ว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในระบบไฟฟ้าในศตวรรษที่ 21 อยู่ ในช่วงปี 2529-2535 มีการเปลี่ยนระบบหม้อน้ำให้กับโรงที่มีกำลังผลิต 200 เมกะวัตต์ทั้ง 3 โรง ติดตั้งเครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator - ESP) และเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ Flue Gas Desulfurization (FGD) ต่อมาในปี 2550 ติดตั้งเพิ่มโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซกำลังผลิต 33 เมกะวัตต์ อีก 2 โรง เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

20161004-A01-08

พัฒนาเคียงคู่พลังงานหมุนเวียน

          นอกจากนั้น เพื่อลดการปล่อย CO2 โรงไฟฟ้า Mátra ได้นำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร้อยละ 10 ซึ่งเศษวัสดุเหลือใช้ที่เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลนำมาจากโรงผลิตไบโอดีเซลที่อยู่ติดกัน

          โรงไฟฟ้า Mátra ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า dense slurry system (DSS) ซึ่งทำให้เถ้าจากถ่านหินหลังกระบวนการผลิตไฟฟ้าจับตัวเป็นก้อนแข็ง เพื่อไม่ให้มีการกระจายของฝุ่น ช่วยทำให้การกำจัดเถ้ามีความสะดวกขึ้น โดยโรงไฟฟ้ามีพื้นที่สำหรับนำขี้เถ้าเหล่านี้ไปทิ้ง เถ้าที่ถูกอัดแข็งสามารถนำไปวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ และเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชั้นของเถ้าเหล่านี้มีความสูงถึงขีดจำกัด โรงไฟฟ้าจึงได้นำมาใช้เป็นสถานที่สำหรับสร้างฟาร์มแสงอาทิตย์กำลังผลิต 16 เมกะวัตต์ ที่นับว่าใหญ่ที่สุดในฮังการี

20161004-A01-09

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร
ที่มา : http://www.powermag.com/matra-power-plant-visonta-hungary/?pagenum=1