ทำไม ‘ถ่านหิน’ จึงยังเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก

          กลยุทธ์การพัฒนาพลังงาน นับว่ามีความสำคัญต่อทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน

          ที่ผ่านมา การนำเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่าง ‘ถ่านหิน’ มาผลิตพลังงาน ก็เป็นคำตอบหนึ่งที่ทำให้โลกก้าวกระโดดเข้าสู่การพัฒนาทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีปริมาณสำรองมาก ขนส่งได้ง่าย สะดวกต่อการใช้งาน และให้ความร้อนได้ดี

20161114-A02-01

          การใช้เชื้อเพลิง “ถ่านหิน” ผลิตไฟฟ้า ทำให้สามารถผลิตพลังงานได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนทั่วโลกมีความอยู่ดี กินดี ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศที่กำลังเติบโตมีความต้องการพลังงานอย่างสูงอย่างเช่น อินเดีย และอาเซียน ก็มีแนวโน้มใช้เชื้อเพลิงถ่านหินเพิ่มขึ้น ในช่วง 15 – 20 ปี ข้างหน้า

20161114 A02 02

          ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) พบว่า ในปี 2557 ทั่วโลกผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 23.816 ล้านกิกกะวัตต์-ชั่วโมง โดยถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 40.8 ตามด้วยก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 21.6 พลังน้ำ ร้อยละ 16.4 นิวเคลียร์ ร้อยละ 10.6 น้ำมัน ร้อยละ 4.3 พลังงานหมุนเวียน (พลังงานลม แสงแดด ความร้อนใต้พิภพ และคลื่น) ร้อยละ 4.2 ชีวมวลและขยะ ร้อยละ 2.1

          แม้ว่า จีนจะมีนโยบายในการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงแดด และพลังงานลมในการผลิตไฟฟ้า แต่ถ่านหินยังมีความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยข้อมูลจาก IEA พบว่า ถ่านหินมีสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าในจีน ปี 2014 ถึงร้อยละ 72.46 โดยสาเหตุที่จีนเลือกใช้ถ่านหินก็เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน ที่มีต้นทุนต่ำ และรองรับเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง กระนั้นก็ตามในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติม จีนก็ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

20161114-A02-03

          ทั้งนี้ การชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของจีน เมื่อช่วงต้นปี 2559 ที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ มีขึ้นเพื่อยุติปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน (Oversupply) โดยครอบคลุมไปถึง 13 มณฑลที่รวมไปถึงมณฑลที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างกวางตุ้ง โดยจะเลื่อนแผนจะอนุมัติโครงการใหม่ จนกว่าจะถึงปี 2017 และในบางมณฑลให้เลื่อนการก่อสร้างโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง

          อย่างไรก็ตาม เมื่อดูตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าของจีน จนถึงปี 2020 ที่ประกาศเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตของถ่านหินขึ้นร้อยละ 20 หรือเพิ่มขึ้นราว 200,000 เมกะวัตต์ ในปี 2020 ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตของจีนจากถ่านหินเพิ่มขึ้นเป็น 1,100,000 เมกะวัตต์ พร้อมกับกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงใหม่ โดยให้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในปี 2020 จากเดิมที่ร้อยละ 12 ขณะที่ ถ่านหินจะมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าลดลงในปี 2020 เหลือร้อยละ 55 จากเดิมที่อยู่ราว 2 ใน 3 ของสัดส่วนการผลิตทั้งหมด

20161114-A02-04

เครดิตภาพ : http://www.brinknews.com/u-s-shale-could-herald-revolution-for-regional-oil-markets/

          ในขณะที่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาการใช้ถ่านหินการผลิตไฟฟ้าในปริมาณมากถึงร้อยละ 39.5 ในปี 2014 ทว่า ศักยภาพของสหรัฐในการค้นพบ Shale Gas ในปริมาณมหาศาล ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้การใช้ถ่านหินมีปริมาณลดน้อยลง จนส่งผลให้สัดส่วนปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซอยู่ในระดับใก้ลเคียงกับถ่านหิน และบางเดือนสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากกว่าถ่านหินด้วย ประกอบกับรัฐบาลโอบามา มีนโยบาย Clean Power Plan (CPP) ด้วยการอุดหนุนงบประมาณเพื่อให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าว ยังมีข้อวิพากษ์ วิจารณ์ และหลายรัฐมีการฟ้องร้องต่อศาลสูงสหรัฐว่า เป็นนโยบายที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ล่าสุด ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่นายโดนัล ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพลับบริกัน ซึ่งหาเสียงมาตลอดว่า สนับสนุนพลังงานฟอสซิลได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ทำให้คาดการณ์ว่า นโยบาย CPP จะมีการเปลี่ยนแปลง

20161114-A02-05

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีแผนจะสร้างในอนาคต ในประเทศต่างๆ ของโลก ปี 2030
ที่มา : http://instituteforenergyresearch.org/analysis/coal-will-remain-a-major-global-generating-fuel-particularly-in-china/

          นอกจากนี้ บรรดาผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำของโลกจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดการปล่อยมลสาร และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้สามารถนำถ่านหินมาผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมาตรการควบคุมมลภาวะที่เข้มงวด และมีมาตรฐานสูงขึ้นมากในทุกประเทศ

20161114-A02-06

กราฟแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (กรัมเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์/การผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย) และประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า ของโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีต่างๆ และเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในกรณีโรงไฟฟ้ามีเทคโนโลยีการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (with CSS)
http://www.pennenergy.com/articles/pennenergy/2015/04/upgrading-efficiency-of-world-s-coal-power-fleet-to-reduce-co2-emissions.html

          อย่างไรก็ตาม องค์กรระหว่างประเทศทางด้านพลังงานต่างคาดการณ์ว่า พลังงานหมุนเวียนจะมีบทบาทมากขึ้นในการผลิตไฟฟ้าของโลกในอนาคต โดย IEA ประเมินในรายงาน World Energy Outlook 2015 ว่า พลังงานหมุนเวียนจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าถ่านหิน ในช่วงราวปี 2030 แต่ภาพรวมปริมาณการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของโลก จะยังคงเพิ่มขึ้น แม้ว่าสัดส่วนจะลดลงก็ตาม

20161114-A02-07

สัดส่วนเชื้อเพลิงต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าในปี 2014 เทียบกับปี 2040
ที่มา : World Energy Outlook 2015 (IEA)

          ถ่านหิน จึงยังคงเป็นพลังงานหลักของโลกในปัจจุบัน และในอนาคตจะเป็นพลังงานที่ช่วยเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของโลก ที่จะมีการผลิตจากพลังงานทางเลือกต่างๆ มากยิ่งขึ้น

เรียบเรียงโดย : ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ที่มา : World Energy Outlook 2015 (IEA)