เบื้องหลังนายทุนถ่านหิน

          วาทกรรม “นายทุนถ่านหิน” ทำให้ “ถ่านหิน” ถูกมองเป็นผู้ร้าย ตรงกันข้ามกับพลังงานหมุนเวียน ที่มักมีการกล่าวอ้างว่า ราคาถูกจนแข่งขันได้กับพลังงานฟอสซิล สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกระแสสังคมที่มีความวิตกกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผนวกกับความต้องการพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น แต่ก็มีไม่น้อยที่เกิดจากการแต่งแต้มสีสันจากบางกลุ่ม บางองค์กร จนเกินความเป็นจริง

“ถ่านหิน” ยังเป็นพลังงานหลักของโลกร้อยละ 40

          แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ใช่พลังน้ำ จะพัฒนามานานนับสิบปีแล้ว แต่ยังมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของโลกน้อยมาก ในความเป็นจริง “ถ่านหิน” คือ พลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกกว่าร้อยละ 40 ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา

          ข้อมูลในปี 2558 พบว่า สหรัฐอเมริกาใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าร้อยละ 33 ลดลงจากที่เคยใช้ถึงร้อยละ 40 เนื่องจากการค้นพบ Shale Gas จำนวนมหาศาลทำให้ราคาถูกลง เยอรมนี ใช้ถ่านหินผลิตพลังงานร้อยละ 42 อังกฤษร้อยละ 23 ออสเตรเลีย ร้อยละ 60 จีนร้อยละ 70 เกาหลีใต้ร้อยละ 40 ญี่ปุ่น ร้อยละ 30 เช่นเดียวกันกับประเทศกำลังพัฒนา เช่น เพื่อนบ้านอาเซียน อินโดนีเซียผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ร้อยละ 47 ฟิลิปปินส์ร้อยละ 43 มาเลเซีย ร้อยละ 38 และเวียดนาม ร้อยละ 20 แต่เวียดนามมีแผนจะเพิ่มการใช้เป็นร้อยละ 53 ในปี 2573 รายงาน EIA Energy Outlook 2015 ระบุว่า ภาพรวมการใช้ถ่านหินของอาเซียนในช่วง 15 – 20 ปี ข้างหน้าจะเพิ่มการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเกินกว่าร้อยละ 50

          เหตุผลก็คือ ทุกภูมิภาคของโลกยังต้องการพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ความกินดี อยู่ดี และให้ประชากรสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีราคาไม่แพงได้อย่างเหมาะสมเพียงพอ ขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมีมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับ ว่าสามารถควบคุมมลภาวะให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เข้มงวด ทั้งในทวีปสหรัฐอเมริกา ยุโรป อสสเตรเลีย และประเทศชั้นนำอย่างญี่ปุ่น

ไทยใช้ถ่านหินเพียงร้อยละ 18

          สำหรับประเทศไทย มีแหล่งทรัพยากรพลังงานในประเทศไม่มาก มีการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าร้อยละ 18 แต่ใช้ก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 70 ปัจจุบันต้องนำเข้า LNG(Liquefied Natural gas) ถึง 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งกระทรวงพลังงานคาดว่า การนำเข้า LNG จะเพิ่มขึ้นเรื่อยเป็น 15 ล้านตัน ใน 10 ปีข้างหน้า และ 24 ล้านตัน ใน 20 ปี ดังนั้น ประเทศไทย จำเป็นต้องวางแผนการกระจายการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ด้วยการลดการใช้ก๊าซธรรมชาติจากร้อยละ 70 เหลือร้อยละ 30 - 40 ใช้ถ่านหินเพิ่ม เป็นร้อยละ 20 - 25 รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 15 - 20

          การเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินของไทยใน 20 ปีข้างหน้าจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 20 – 25 จึงเป็นการเพิ่มในสัดส่วนที่ไม่มากนักจากปัจจุบัน และมีสัดส่วนน้อยกว่าเพื่อนบ้านอาเซียนค่อนข้างมาก

พลังงานหมุนเวียนแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้หรือไม่

          พลังงานหมุนเวียน เป็นพลังงานที่หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยสนับสนุน อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถทดแทนในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และไม่สามารถแข่งขันราคาในตลาดซื้อขายไฟฟ้าได้ เนื่องจากไม่สามารถสั่งผลิตตามความต้องการของระบบไฟฟ้า(Dispatch)ได้ ทุกประเทศจึงต้องมีการอุดหนุนราคา เนื่องจากข้อจำกัดสำคัญของพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ คือ มีความไม่แน่นอน ผลิตได้เพียงวันละ 4 -5 ชั่วโมง อาจกล่าวได้ว่า ต้นทุนที่แท้จริงของพลังงานหมุนเวียนคือ การลงทุนโรงไฟฟ้าสำรอง ระบบส่งไปยังแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ตั้งอยู่กระจัดกระจาย และมีการใช้พื้นที่จำนวนมาก รวมทั้งนำเข้าเทคโนโลยี และอุปกรณ์จากประเทศผู้ผลิตไม่กี่ราย

          ภาระการลงทุนโรงไฟฟ้าสำรองและระบบส่งดังกล่าว จะถูกส่งผ่านไปประชาชนในรูปของภาษี และค่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักที่แพงขึ้น เนื่องจากการที่โรงไฟฟ้าหลักทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง หรือ Stand by Power เช่นในปีนี้ ประเทศอังกฤษต้องใช้งบกว่า 144 ล้านปอนด์ สำหรับกำลังผลิตสำรองจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 680 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 4 เดือน ในช่วงฤดูหนาวที่มีการใช้ไฟฟ้ามาก

          ประเทศเยอรมนีเป็นอีกตัวอย่างที่ดีในเรื่องโรงไฟฟ้าสำรอง เนื่องจากเยอรมนีมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนกว่า 1 แสนเมกะวัตต์ แต่มีความต้องการไฟฟ้าเพียง 8.7 หมื่นเมกะวัตต์ โดยยังต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลและนิวเคลียร์รวมกันกว่า 90,000 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้ มีกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 40,000 เมกะวัตต์ หากมองในแง่ความมั่นคง กำลังผลิตไฟฟ้าของเยอรมนีสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องมีพลังงานหมุนเวียน แต่ด้วยนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก และการที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ทำให้ชาวเยอรมนียอมจ่ายค่าไฟฟ้าแพงถึง 12 บาทต่อหน่วย เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและนิวเคลียร์ สภาวการณ์เช่นนี้ มักเกิดขึ้นทั่วโลกที่มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูง

การอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนขึ้นกับฐานะทางเศรษฐกิจ และราคาค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายได้

          พลังงานหมุนเวียน มักถูกทำให้เชื่อว่า ราคาถูกและแข่งขันได้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ทำไม การอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ จึงยังเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งค่าภาษี ธรรมเนียม ค่า Adder ที่เพิ่มให้แก่ทุกหน่วยพลังงานที่ผลิตได้ หรือ Feed in Tariff ที่ประกันรายได้ในระยะยาว หรือตลอดอายุโครงการ ซึ่งจะถูกผลักภาระให้แก่ประชาชนผ่านค่าไฟฟ้า เช่น ค่าธรรมเนียมพลังงานหมุนเวียนในโครงสร้างค่าไฟฟ้าของเยอรมนี คิดเป็นร้อยละ 22 เกือบ 3 บาทต่อหน่วย

          การอุดหนุนจำนวนมหาศาลนี้ ทำให้ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก จนแม้แต่ประเทศเยอรมนี และแคนาดา ในรัฐออนตาริโอ ต้องประกาศชะลอการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่แพงจนประชาชนเริ่มไม่ยอมรับ ขณะที่ประเทศออสเตรเลีย ในรัฐออสเตรเลียใต้ ต้องทบทวนนโยบายสนับสนุน เนื่องจากราคาค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น และเกิดความไม่มั่นคงในระบบไฟฟ้า ทำให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ 2 ครั้งในปีนี้ และปีที่ผ่านมา โลกสวยกับโลกความเป็นจริง

          ดังนั้น การอุดหนุนจะมีจำนวนมากน้อยเท่าใด ยังขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ว่าประชาชนจะสามารถรับภาระค่าไฟฟ้าได้มากน้อยเท่าใด

เบื้องหลังพลังงานถ่านหิน

          การพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงคือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ยังเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุด คือการมีสัดส่วนที่เหมาะสมของโรงไฟฟ้าหลักและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ยังมีความมั่นคงทางพลังงาน ในราคาที่ไม่แพงเกินไป และประเทศมีส่วนร่วมกับนานาชาติในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน