ทำไมจึงกล่าวว่า ระบบไฟฟ้าภาคใต้ไม่มั่นคง ทั้งๆที่มีกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการไฟฟ้า

          หลายท่านสงสัยว่า ภาคใต้มีกำลังผลิต 3,089 เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการไฟฟ้า 2,700 เมกะวัตต์ ทำไมจึงกล่าวว่า ไม่มั่นคง ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าจะเกิดจากการมีกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าหลัก ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือชีวมวลประเภท firm อย่างเพียงพอ ส่วนกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าที่ผลิตไม่ต่อเนื่อง เช่น พลังน้ำ ลม แดด หรือชีวมวลประเภท Non-Firm อาจจะเสริมระบบได้เป็นบางช่วงเวลา เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

          สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ กำลังผลิตที่มาจากโรงไฟฟ้าหลัก ที่สามารถสั่งการได้ตามความต้องการของระบบ และจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง(firm) มีเพียง 2,406 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา และโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช

          ที่เหลืออีกราว 600 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าประเภท Non-Firm ที่จ่ายไฟฟ้าได้เป็นบางเวลา หรือไม่สามารถสั่งการได้ อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบางลาง จ.ยะลา สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเสริมได้เพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น เนื่องจากต้องระบายน้ำตามแผนบริหารจัดการน้ำที่ทางกรมชลประทานกำหนดและขึ้นกับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ รวมทั้ง โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(SPP) กำลังผลิตรวม 29 เมกะวัตต์ ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ

          สำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่ ในความเป็นจริง ก็เป็นโรงไฟฟ้าประเภท firm เช่นกัน แต่โรงไฟฟ้ากระบี่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง และในช่วงที่ราคาปาล์มตกต่ำก็สามารถใช้น้ำมันปาล์มดิบมาร่วมผลิตได้ ซึ่งเชื้อเพลิงน้ำมันเตามีต้นทุนสูงกว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติเกือบเท่าตัว โรงไฟฟ้ากระบี่จึงมีหน้าที่หลักในการเดินเครื่องเสริมระบบกรณีที่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า หรือแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ ที่หยุดผลิตตามแผนหรือมีการแจ้งล่วงหน้า ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถช่วยระบบในเวลาฉุกเฉินได้ เนื่องจากการจุดเตา หรือการเริ่มต้นเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อน จะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงขึ้นไป จึงจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้

          ส่วนโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานีที่หมดอายุไปแล้ว แต่เนื่องจากระบบไฟฟ้าในภาคใต้ไม่มั่นคง กฟผ.จึงยังจำเป็นต้องสำรองไว้ช่วยระบบในกรณีฉุกเฉิน

          จากข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้เกือบทุกวัน วันละ 200-600 เมกะวัตต์ โดย ปริมาณไฟฟ้าสุทธิที่ส่งจากภาคกลางไปภาคใต้ปัจจุบันในปี 2559 เฉลี่ยถึงวันละ 3 ล้านหน่วย

          ประการสำคัญคือ ตามเกณฑ์มาตรฐานความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ภาคใต้ควรมีกำลังผลิตสำรองมากกว่าความต้องการไฟฟ้า เดินเครื่องอยู่และพร้อมจ่ายไฟฟ้าได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จำนวนเท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุด(N-1) หรือราว 700 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันระบบไฟฟ้าในภาคใต้ พึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่งภาคกลางมาช่วยเสริมทั้งในเวลาปกติและเวลาฉุกเฉิน จึงมีเกณฑ์มาตรฐานความมั่นคงต่ำ โดยเฉพาะหากเกิดเหตุขัดข้องในระบบส่ง

          จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า นอกจากการมีโรงไฟฟ้าและระบบส่งในพื้นที่อย่างเพียงพอแล้ว การมีโรงไฟฟ้าที่ต้นทุนต่ำ และมีการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง ตลอดจนการมีสัดส่วนที่เหมาะสมของโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงในระบบไฟฟ้า