หากพูดถึงประเทศญี่ปุ่น หลายคนนึกถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย และสภาพแวดล้อมที่คงความสวยงาม ตามวิถีธรรมชาติ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาไม่เคยขาด

20170216-ART01-01

          ใครจะรู้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ล้วนมาจากปัจจัยพื้นฐาน ด้านระบบไฟฟ้าที่มั่นคงจากเชื้อเพลิงหลัก 3 ชนิด คือ พลังงานนิวเคลียร์ ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กระทั่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ญี่ปุ่นต้องประสบเหตุการณ์พลิกผันด้านพลังงาน โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ถูกปิดตัวลงกว่า 40 โรง ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องปรับทิศทางพลังงานไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ปี 2556 โดยลดสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์จากร้อยละ 28 เป็นร้อยละ 2และเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงถ่านหินจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 30 และก๊าซ LNG จากร้อยละ 29 เป็นร้อยละ 43 ซึ่งสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของก๊าซ LNG นี้ ทำให้ประชาชนต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น ญี่ปุ่นจึงต้องกลับมาทบทวนสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าใหม่อีกครั้ง

          ปัจจุบันทิศทางพลังงานไฟฟ้าของญี่ปุ่นมีลักษณะการใช้เชื้อเพลิงแบบ ผสมผสาน ไม่พึ่งพิงเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากไปจนเกิดปัญหาเช่นในอดีตโดยในปลายแผนปี 2573 ญี่ปุ่นต้องการให้ประเทศก้าวสู่สัดส่วนพลังงานที่สมดุล คือลดสัดส่วนก๊าซ LNG ลงให้เหลือร้อยละ 27 และเพิ่มสัดส่วนจากการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ร้อยละ 14 พลังงานนิวเคลียร์ ร้อยละ 22 และถ่านหิน ร้อยละ 26

          เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปรับทิศทางพลังงานไฟฟ้าของญี่ปุ่นแต่ละครั้ง “ถ่านหิน” ไม่เคยหลุดจากโผเชื้อเพลิงหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเลย อะไรทำให้ญี่ปุ่นยอมรับการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่กฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อม ของประเทศญี่ปุ่นมีความรัดกุมและเข้มข้นอย่างมาก นั่นอาจเป็นเพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งเทคโนโลยีที่เฝ้าติดตามนวัตกรรมที่ทันสมัยตลอดเวลา จึงรู้ดีว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ “เอาอยู่” สามารถควบคุมการปลดปล่อยมลสารได้เกือบทั้งหมด

20170216 ART01 02

          หากมองกลับมายังประเทศไทย มีแนวทางสร้างความสมดุลด้านพลังงาน เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมาไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากถึงเกือบร้อยละ 70 มีความเสี่ยงต่อความความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 (PDP 2015) จึงให้ความสำคัญต่อการสร้างสมดุลเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากขึ้น โดยปลายแผน ปี 2579 ประเทศไทยจะใช้ก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 40 ถ่านหิน ร้อยละ 20 พลังงานหมุนเวียน ร้อยละ 20 ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำต่างประเทศ ร้อยละ 20 โดยมองว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นทางออกที่เหมาะสมกับประเทศไทยที่สุดเวลานี้ ด้วยศักยภาพในการสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้า ราคาค่าเชื้อเพลิงถูก ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกไปด้วย และโรงไฟฟ้าถ่านหินมีเทคโนโลยีทันสมัยกำจัดมลสารได้อย่างสมบูรณ์ ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

20170216 ART01 03

          การพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย ใช้เทคโนโลยีทันสมัย Ultra Super Critical เป็นที่ยอมรับในระดับสากลแบบเดียวกันกับญี่ปุ่น สามารถควบคุมมลสารก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และฝุ่น ในระดับใกล้เคียงกันสิ่งที่ประเทศไทยจะทำได้ดีกว่าญี่ปุ่นมีหลายอย่าง เช่น เพิ่มการติดตั้งเครื่องกำจัดปรอท ลานกองถ่านหินที่เป็นระบบปิดเพื่อขจัดปัญหาการฟุ้งกระจายของถ่านหินและการให้ความสำคัญต่อชุมชนครอบคลุมทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยลงพื้นที่เพื่อให้ข้อมูลและรับฟังข้อวิตกกังวลของชุมชน มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในรูปแบบของโครงการต่างๆ นอกเหนือจากเงินกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชุมชนจะได้รับในอัตรา 2 สตางค์ต่อหน่วย

          นี่คือคำมั่นการสร้างสมดุลพลังงานที่เคียงคู่กันไปกับสมดุลของวิถีชีวิต ชุมชนที่ยั่งยืน...รอเพียงพลังเสียงของประชาชนในพื้นที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย