เคลียร์ทุกขั้นตอน กพช. และ ครม. อนุมัติให้เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ยังต้องผ่านอีก 5 ด่าน

          ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ให้สัมภาษณ์ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ หม่อมปลื้ม ในรายการ Big Dose ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 โดยกล่าวย้ำว่า การที่กรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติให้เดินหน้าโครงการ ไม่ได้แปลว่า อนุมัติโครงการ แต่ให้กระบวนการต่างๆ เดินหน้า เนื่องจาก หลังการแต่งตั้งไตรภาคีเมื่อปลายปี 2558 กระบวนการต่างๆ ได้หยุดรอ ดังนั้นมติ กพช. เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 จึงให้ กฟผ. ดำเนินการต่อไป บวกกับรับคำแนะนำของไตรภาคีไปประกอบการพิจารณาด้วย โดยเฉพาะการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม

20170227-ART01-01

          ดร.ทวารัฐ เล่าถึงกระบวนการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ EIA และ EHIA ที่ผ่านมา ว่า คณะผู้ชำนาญการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ให้ไปปรับปรุงรายงานเพิ่มเติมทั้งโครงการโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือ รวมกันราว 300 ข้อ ซึ่งเมื่อรายงาน EHIA ผ่านการพิจารณาของ คชก. แล้ว ยังต้องส่งให้อีก 2 ทางคือ 1. องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็น และ 2. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่ง กกพ. จะต้องจัดรับฟังความเห็นอีกครั้งหนึ่ง โดย กกพ. สามารถออกเงื่อนไขเพิ่มเติมในการออกใบอนุญาตได้

          หลังจากผ่านทั้ง 2 สายนี้ ขั้นตอนต่อไป คือ ส่งให้คณะคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งสิ้นต้องผ่านอีก 5 ด่าน ที่จะต้องกลั่นกรอง คือ ด่านที่ 1. คชก. 2. องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม 3. กกพ. 4. กก.วล. และ 5. ครม.

          “กระทรวงพลังงานและ กฟผ. พร้อมที่จะปฏิบัติตามที่ กพช. หรือ ครม. สั่งการ อย่างไรก็ตาม ผู้ปฎิบัติยังมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง ทางเลือกต่างๆ และผลที่ตามมา ในภาพรวมจะเป็นอย่างไร”

          สำหรับคำถามที่ว่า มีทางเลือกอื่นหรือไม่ ดร.ทวารัฐ ชี้แจงว่า ในระบบไฟฟ้าขนาดใหญจะต้องมีไฟฟ้าฐาน หรือ Base Load ซึ่งจะต้องมีโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมง (Conventional power plant) และสามารถสั่งเพิ่มหรือลดการจ่ายไฟฟ้าได้ โรงไฟฟ้า Conventional ส่วนใหญ่ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือนิวเคลียร์ มีบ้างที่เป็นพลังงานทดแทน คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ ในประเทศที่มีน้ำไหลตลอดปี เช่น ลาว บราซิล ถือว่าเป็น Conventional ได้ แต่ของไทยถือว่าไม่มี เพราะของเราสั่งการเดินเครื่องตามความต้องการใช้น้ำ การผลิตไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้

          สำหรับทางเลือกน้ำมันเตา ที่โรงไฟฟ้ากระบี่เราใช้น้ำมันเตาอยู่แล้ว ต้นทุนการผลิตหน่วยละ 5 บาทกว่า ถ้าเอาน้ำมันปาล์มมาผลิตต้นทุนจะเป็น 8 – 9 บาท ถ้าจะนำมาน้ำมันปาล์มมาผลิตไฟฟ้า ก็ควรทำในระยะสั้นๆ เพราะน้ำมันปาล์มมีมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่านำมาผลิตไฟฟ้า

          นิวเคลียร์ตอนนี้คงต้องพักไว้ก่อน ก็เหลือก๊าซกับถ่านหิน ในฐานะผู้บริหารพลังงาน ต้องดูภาพใหญ่ของประเทศ ปัจจุบันเราใช้ก๊าซธรรมชาติมากอยู่แล้ว เกือบ 70 เปอร์เซนต์ ต้องเริ่มนำเข้าในรูปของ LNG ซึ่งแพง

          ขณะที่พลังงานทดแทน ชื่อก็บอกแล้วว่า ทดแทน ไม่ใช่พลังงานฐาน จึงเป็นพลังงานเสริม เพราะไม่มีความเสถียร ผลิตได้เป็นช่วงๆ พลังงานทดแทนบางชนิด เช่น ชีวมวล ถึงแม้จะเสถียรระหว่างวัน แต่ไม่เสถียรในเชิงฤดูกาล เช่น ประเทศไทยพยายามส่งเสริมปาล์มน้ำมันมาผลิตไบโอดีเซล พอผสมไปมากถึง 7 เปอร์เซนต์ หรือ B7 ปรากฏว่าน้ำมันปาล์มขาด ต้องลดลงมาเป็น B3 หรือ B5 การผลิตน้ำมันอาจจะปรับได้ แต่ไฟฟ้าทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะทำให้เกิดความเสี่ยง และไม่เสถียร

          ดร. ทวารัฐ กล่าวด้วยว่า ที่เลือกกระบี่ เพราะกระบี่เคยมีโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินที่หมดอายุแล้วในปี 2535 ต่อมาในยุคที่ 2 ก็เปลี่ยนเป็นน้ำมันเตา ปัจจุบันก็มีอายุเกือบ 20 ปี แล้ว ในยุคต่อไปซึ่งเป็นยุคที่ 3 ถ้าไม่เอาน้ำมันก็เหลือก๊าซกับถ่านหิน ซึ่งปัจจุบัน ถ่านหินมีเทคโนโลยีทันสมัยที่เรียกว่า Ultra supercritical สำหรับการดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การขนส่งถ่านหินทางเรือ ก็เป็นระบบปิด นำเข้าโดยตรงจากแหล่งผลิตถึงโรงไฟฟ้า สายพานลำเลียงเป็นระบบปิดทั้งหมดความยาว 9 กิโลเมตร บางส่วนที่ต้องผ่านพื้นที่ชุมน้ำ ก็ทำเป็นอุโมงค์มุดลงใต้ดิน โดยมาตรฐานเทคโนโลยีที่ใช้เทียบเคียงได้กับประเทศญี่ปุ่น

          “ถ่านหินจะดูเหมือนไม่สะอาดเท่าก๊าซธรรมชาติ แต่สามารถจัดการได้ มีต้นทุนต่ำ มีสำรองได้นาน ราคาไม่ผันผวนตามราคาน้ำมัน “ ดร. ทวารัฐ กล่าว

รับชมรายการได้ที่ http://shows.voicetv.co.th/bigdose/465048.html