002.jpg

ชี้แจงข้อเท็จจริง หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม 2560 หน้า 4

          ตามที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม 2560 หน้า 4 นำเสนอข้อเขียนที่ระบุถึงนำเสนอกรณี “เซอร์ เดวิด คิงส์ ผู้แทนพิเศษของ รมว.ต่างประเทศ สหราชอาณาจักร เปิดเผยในเวทีสัมมนาเรื่อง “ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและโอกาสไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ว่า ถ่านหินสะอาดเป็นเพียงชื่อเรียกที่ทำให้เข้าใจผิด และก็ไม่ได้สะอาดอย่างแท้จริง โดย UK มีมูลค่าธุรกิจถ่านหินเหลือเพียง 20% เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นธุรกิจที่กำลังจะตาย” นั้น

          กฟผ. ขอชี้แจงว่า เป็นความจริงที่ว่า ถ่านหินไม่สะอาด มีมลสารในปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของถ่านหิน แต่เทคโนโลยีสะอาดที่ใช้สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นมาก สามารถควบคุมมลสารให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงให้การยอมรับใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า เช่น สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 33) เยอรมนี (ร้อย 40) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 31) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 39) ออสเตรเลีย (ร้อยละ 63) มาเลเซีย (ร้อยละ 41) โดยมีการกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลสารที่เข้มงวด ขณะที่ประเทศไทยใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 18 ในปี 2559 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 23 ภายในปี 2579

          สำหรับประเทศอังกฤษ ปัจจุบันใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าร้อยละ 16 และมีแผนเลิกใช้ถ่านหินในปี 2568 โดยเลือกผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ Hinkley Point มาทดแทน

          อย่างไรก็ตาม ประเทศอังกฤษเคยประสบภาวะวิกฤติจากกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำ ในช่วง ฤดูหนาวเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศอังกฤษมุ่งลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากเกินไป ทำให้ช่วงวิกฤติดังกล่าวศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าอังกฤษได้มีการทำสัญญา ค่าความพร้อมจ่ายเป็นปีที่ 2 และทำให้ในปี 2560 นี้ คนอังกฤษจะต้องจ่ายเพิ่ม 1.7 หมื่นล้านบาท เป็นค่าความพร้อมจ่ายให้แก่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ กำลังผลิตรวม 54,000 เมกะวัตต์ ให้พร้อมผลิตทันทีที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้ อีกด้วย

          การยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศอังกฤษ เพื่อมุ่งลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ความจริงอีกด้านคือ ประเทศอังกฤษยังต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าหลักทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินและนิวเคลียร์ เป็นหลักประกันความมั่นคงของระบบไฟฟ้า อีกทั้งเป็นสาเหตุให้คนอังกฤษต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป และค่าไฟฟ้าประเภทอุตสาหกรรมสูงที่สุดในยุโรป

          จากที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบว่า คนไทยจะเลือกทิศทางการพัฒนาพลังงานอย่างสมดุล เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฯลฯ โดยการกระจายการใช้เชื้อเพลิงอย่างสมดุล หรือจะมุ่งลดคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ขาดความมั่นคงในระบบไฟฟ้า และค่าไฟฟ้าแพง

          ในการนี้ กฟผ. ขอส่งข้อมูลชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อให้สังคมได้รับทราบอย่างรอบด้าน หากท่านมีความประสงค์ที่จะรับทราบข้อมูลในประเด็นใดๆเพิ่มเติม หรือประสงค์จะส่งข้อมูลให้ กฟผ. ตรวจสอบข้อเท็จจริง กฟผ. ยินดีเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าท่านจะได้พิจารณานำข้อมูลข้างต้นเผยแพร่ให้สาธารณชน ได้ทราบอีกทางหนึ่งด้วย

          ขอแสดงความนับถือ (นายศานิต นิยมาคม) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ ทำการแทน ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย