023.jpg

รมว.พลังงาน ตรวจเยี่ยม กฟผ. พร้อมให้การสนับสนุน ผลักดันการดำเนินงาน

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ร่วมประชุมหารือ กับ ผู้บริหาร กฟผ. ถึงการดำเนินงานด้านพลังงานไฟฟ้า เผยพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานที่จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต แต่ต้องมีการบริหารจัดการและการรองรับที่ดี เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พร้อมขอบคุณและชื่นชม กฟผ. ดำเนินการแก้ไขเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่ภาคเหนือและภาคใต้ได้อย่างรวดเร็ว

20170427-MIS01-01

          เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รมว.พน.) พร้อมคณะผู้บริหารจากกระทรวงพลังงาน เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ กฟผ. และประชุมหารือในประเด็นต่างๆ โดยมี นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วย รองผู้ว่าการ และผู้บริหาร กฟผ. ให้การต้อนรับ นำเสนอประเด็นสำคัญ และ ตอบข้อซักถามจากกระทรวงพลังงาน ณ ห้องประชุม 6 ชั้น 20 อาคาร ท.102 สำนักงานใหญ่ กฟผ.

          พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พน. กล่าวว่า มีความยินดีที่ได้มาประชุมหารือกับ กฟผ. และขอขอบคุณที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี การเดินทางมาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพูดคุย หารือ ในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องพลังงานที่ กฟผ. ดำเนินการ และหากมีประเด็นใดที่กระทรวงพลังงานสามารถให้การสนับสนุนได้ก็ยินดีที่จะนำไปดำเนินการ

20170427-MIS01-02

          ในส่วนของประเด็นที่ กฟผ. นำเสนอในที่ประชุมเพื่อรายงานการดำเนินงาน ครอบคลุมในหลายประเด็น อาทิ ประเด็นที่ควรพิจารณาในเรื่องนโยบายเพิ่มพลังงานหมุนเวียน โครงการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage) ในระบบโครงข่ายไฟฟ้า การศึกษาการใช้เทคโนโลยี IGCC เทียบกับเทคโนโลยี USC สำหรับโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8 - 9 รายงานเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในภาคเหนือและเหตุการณ์วินาศกรรมเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงภาคใต้ การศึกษาการกำหนดแนวเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมกับประเทศไทยความก้าวหน้าการจัดทำโครงการ FSRU พื้นที่อ่าวไทยตอนบน สถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก และ เปอร์เซ็นต์การเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ. รวมถึง สิ่งประดิษฐ์ กฟผ. ที่ได้รับรางวัลจากงาน 45th International Exhibition of Inventions of Geneva

          ในประเด็นข้อควรพิจารณาและศึกษาในการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในระบบ รมว.พน. กล่าวว่า พลังงานหมุนเวียนนับเป็นพลังงานแห่งอนาคต ที่อย่างไรก็ต้องมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดูแลให้มีการพัฒนาและเติบโตอย่างเหมาะสม เพราะถ้าสนับสนุนให้นำเข้ามาในใช้ระบบมากเกินไปโดยที่เทคโนโลยียังไม่สามารถควบคุมให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานที่เสถียรและมีคุณภาพได้มาตรฐาน ก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าได้ ดังนั้นจึงต้องมีการคิดมาตรการและกติกาควบคุม เพื่อให้ได้พลังงานที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ ทั้งนี้ กฟผ. ได้นำเสนอข้อควรพิจารณาทั้งด้านโรงไฟฟ้า และการวางแผน อาทิ ความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในด้านการเปลี่ยนแปลงกำลังผลิตเพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต้องมีเงื่อนไขที่จะให้พลังงานหมุนเวียนจ่ายไฟฟ้าได้ Firm จริง และ การพัฒนา Energy Storage เป็นต้น

20170427-MIS01-03

          โดยการพัฒนา Energy Storage นั้น กฟผ. ได้มีโครงการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage) ในระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อควบคุมการจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เสถียร บริหารความแออัดในสายส่ง และสามารถกักเก็บและจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสูงได้ โดยได้ศึกษาเพื่อหาตำแหน่งการติดตั้งของแบตเตอรี่ในระบบของ กฟผ. ที่เป็นพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์กระจุกตัว ซึ่งเชื่อมกับระบบ 115 เควี และอยู่ไกลจากระบบ 230 เควี ของ กฟผ. ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 แห่ง และมีแผนจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2561

          จากนั้น กฟผ. ได้รายงานเหตุการณ์ไฟดับในภาคเหนือและเหตุการณ์วินาศกรรมเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงภาคใต้ ถึงสาเหตุ ผลกระทบ มาตรการการดำเนินการของ กฟผ. และแนวทางการแก้ไขและป้องกัน ซึ่ง รมว.พน. ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณ กฟผ. ที่มีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว และมีความทุ่มเทต่อหน้าที่อย่างดีเยี่ยม เพื่อนำไฟฟ้ากลับเข้าระบบให้กับประชาชน โดย กฟผ. ก็ได้กล่าวขอบคุณประชาชนและหน่วยงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สนับสนุน รวมถึงทหารและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ลาดตระเวน คุ้มกัน ดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่ดำเนินการแก้ไขเสาส่งไฟฟ้าในภาคใต้ รวมถึงใช้เฮลิคอปเตอร์ตรวจสอบความเสียหายของเสาส่งไฟฟ้า สนับสนุนเครื่องจักรกลในการซ่อมเสา ทำให้สามารถดำเนินงานได้ด้วยความราบรื่น และสำเร็จลุล่วงในที่สุด

20170427-MIS01-04

          นอกจากนี้ กฟผ. ได้นำเสนอความก้าวหน้าการจัดทำโครงการ คลังสถานีแปลงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ลอยน้ำ หรือ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทย ขนาด 5 ล้านตันต่อปี เพื่อจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2567 โดยเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติอนุญาตให้ออกใบอนุญาตขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อผ่านระบบส่งก๊าซฯ ให้แก่ กฟผ. แล้ว ส่วนการดำเนินงานด้านอื่นๆ ของโครงการได้ดำเนินไปตามแผน

          ในช่วงท้ายของการประชุม กฟผ. ได้นำเสนอความสำเร็จของ 3 สิ่งประดิษฐ์ กฟผ. ที่ได้รับรางวัลจากงาน 45th International Exhibition of Inventions of Geneva ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดย รมว.พน. ได้ให้ความสนใจกับนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ของ กฟผ. เป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและต่อประเทศ อยากให้ กฟผ. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเหล่านี้ต่อไป รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคคลากรขององค์กร และประเทศ ให้มีความสามารถและเกิดการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง