โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 4-7

section-head-development-project

1. ความเป็นมาของโครงการฯ

         ในปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง รวม 600 เมกะวัตต์ มีอายุการใช้งานมากกว่า 25 ปี โรงไฟฟ้าแม่เมาะมีประสิทธิภาพลดลงและอาจทำให้ระบบไฟฟ้าขาดความมั่นคงได้ ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2553-2573 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 จึงมีแผนปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 และให้มีโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อทดแทนกำลังผลิตที่ปลดออก กฟผ. จึงได้พิจารณาก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 655 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า อีกทั้งเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลด้านการใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่ภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด

         ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 3/2560 (ครั้งที่ 445) เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 ให้เลื่อนกำหนดปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 เป็นในเดือนพฤศจิกายน 2561 หรือเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP2015)

 

2. รายละเอียดโครงการฯ

2.1 สถานที่ตั้งโครงการฯ

         มีสถานที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ติดกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 13 ภายในบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ใช้พื้นที่ก่อสร้างเฉพาะส่วนผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบส่งประมาณ 63 ไร่ สามารถใช้อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ร่วมกับโรงไฟฟ้าเดิมได้

2.2 ชนิดและขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า

         โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ขนาดกำลังผลิตติดตั้งประมาณ 655 เมกะวัตต์ มีประสิทธิภาพเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งาน (30 ปี) ประมาณร้อยละ 38 อุปกรณ์หลักประกอบด้วยเครื่องผลิตไอน้ำแบบ Ultra Supercritical ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ โรงไฟฟ้าประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องผลิตไอน้ำ (Boiler) กังหันไอน้า (Steam Turbine) เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) เครื่องกำจัดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (Selective Catalytic Reduction หรือ SCR) เครื่องดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator หรือ ESP) และเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulfurization หรือ FGD) เป็นต้น

2.3 เชื้อเพลิงและความต้องการใช้เชื้อเพลิง

         ใช้ถ่านลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะเป็นเชื้อเพลิง โดยมีความต้องการใช้ถ่านลิกไนต์ในอัตราสูงสุดประมาณ 10,401 ตันต่อวัน หรือเฉลี่ยประมาณ 3.23 ล้านตันต่อปี โดยคำนวณที่ค่าความร้อน (HHV) ของถ่านลิกไนต์ 2,800 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม และคิดอัตราเดินเครื่องร้อยละ 85 หรือ 7,446 ชั่วโมงต่อปี

2.4 แหล่งน้ำและความต้องการใช้น้ำ

         มีความต้องการใช้น้ำดิบในปริมาณรวมทั้งสิ้น 37,853 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ใช้ในกระบวนการระบายความร้อน โดยน้ำดิบที่ใช้จะนำมาจากแหล่งน้ำเดียวกันกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะปัจจุบัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่ขามและอ่างเก็บน้ำแม่จาง

2.5 ระบบส่งไฟฟ้า

         การเชื่อมโยงเข้ากับระบบไฟฟ้าหลักจะทำการเชื่อมโยงเข้าที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ 3 ซึ่งจะต้องก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าเพิ่มและปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแม่เมาะ 3 โดยมีขอบเขตของงานในเบื้องต้น ดังนี้

         1) งานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า 230 kV จากลานไกไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า – สฟ.230 kV แม่เมาะ 3 Underground Cable ระยะทางประมาณ 800 เมตร พร้อมติดตั้ง Optic

Fiber Cable

         2) งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 kV แม่เมาะ 3 เพื่อรองรับสายส่ง 230 kV จำนวน 1 วงจร

2.6 การศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

         กฟผ. ได้เริ่มดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ตลอดจนศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment : EHIA) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยว่าจ้างบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ศึกษาและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment : EHIA) พร้อมทั้งได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครบทุกขั้นตอน ตลอดจนได้ผ่านการพิจารณาจากคณะผู้ชำนาญการ ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) คณะกรรมการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียของสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) คณะกรรมการองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม (กอสส.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) และได้ยื่นเสนอแผนงานโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 ต่อคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2556 และผ่านการพิจารณามาเป็นลำดับ จนกระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้ กฟผ. ดำเนินการโครงการฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557 ในวงเงิน 36, 811 ล้านบาท และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557

2.7 แผนดำเนินงานโครงการฯ

         การดำเนินงานโครงการฯ ใช้ระยะเวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น ประมาณ 46 เดือน หลังจากออกหนังสือสนองรับราคาซื้ออุปกรณ์โรงไฟฟ้า (Letter of Intent; LOI) โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561