Black Ribbon

แบตเตอรี่สำรองไฟฟ้า ราคาเท่าใดจึงจะคุ้มค่า

20170713 ART01 06

         ประเด็นราคาแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าลดลง และการก่อสร้างแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่ใช้กับระบบส่ง (Grid scale) เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น เช่น ที่รัฐแคลิฟอร์เนียขนาด 88 เมกะวัตต์ และที่กำลังจะก่อสร้างที่รัฐออสเตรเลียใต้ขนาด 100 เมกะวัตต์ ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า ราคาแบตเตอรี่เท่าใด จึงจะคุ้มค่า

20170713 ART01 01

https://www.ecowatch.com/how-better-battery-storage-will-expedite-renewable-energy-1882097909.html

ราคาสำรองไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

         จากประเด็นที่ อ.ประสาท มีแต้ม เสนอต้นทุนแบตเตอรี่ ไว้ในบทความเรื่อง “ความก้าวหน้าที่น่าทึ่งของการสำรองไฟฟ้า” เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 โดยนำเสนอคาดการณ์ของราคาแบตเตอรี่ของโทนี่ เซบา ผู้แต่งหนังสือ Clean Disruption ว่า ราคาสำรองไฟฟ้าของแบตเตอรี่จะลดลงเหลือ $200 ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2563 ในขณะที่เมื่อ 2 ปีก่อน ราคาอยู่ที่ $350 ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง

         อ.ประสาท ได้คำนวณการจ่ายไฟฟ้าของแบตเตอรี่วันละ 1 ชั่วโมง อายุการใช้งาน 10 ปี ทำให้ได้ราคาต้นทุนค่าจัดเก็บพลังงาน เท่ากับ 1.92 บาท/หน่วย

20170713 ART01 02

แบตเตอรีสำรองไฟฟ้าในความเป็นจริง

         อย่างไรก็ตาม การคำนวณราคาโดยไม่คิดผลตอบแทนการลงทุน (ดอกเบี้ยเป็นศูนย์) และไม่คิดประสิทธิภาพการจัดเก็บพลังงาน รวมถึงไม่คิดการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งาน อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้

        ด้วยเงินลงทุนแบตเตอรี่ 220 เหรียญต่อหน่วยดังกล่าว เมื่อคำนวณระยะการใช้งาน 10 ปี เป็นราคาปัจจุบัน ด้วยอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 6.4 (เทียบเท่าผลตอบแทนเงินลงทุนโรงไฟฟ้า) การเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ จะมีต้นทุนถึง 2.63 บาทต่อหน่วย นอกจากนี้ แบตเตอรี่ลิเธียมไม่สามารถูกใช้งาน (ดิสชาร์จ) จนหมดได้ ต้องดิสชาร์จได้เพียง 80% ของความจุเท่านั้น ประกอบกับประสิทธิภาพของแบตเตอรี่และอินเวอร์เตอร์ที่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 90% และความจุที่จะลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี

         ราคาปัจจุบันของการสำรองไฟฟ้า (ตามสมมติฐาน $200 ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2563) จะคำนวณได้ 4.05 บาทต่อหน่วย โดยยังไม่รวมค่าบำรุงรักษา และค่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่

20170713 ART01 03

         จะเห็นได้ว่า เมื่อคำนึงถึงการใช้งานจริง ตัวเลขจะแตกต่างกันถึง 2 เท่าตัว กระนั้นก็ตาม แม้ใช้ตัวเลข 1.92 บาทต่อหน่วย ก็ยังถือว่า ไม่คุ้มค่า เนื่องจากแบตเตอรี่ทำหน้าที่เก็บพลังงาน ไม่ใช่ผลิตพลังงาน ดังนั้น เมื่อรวมค่าพลังงานที่ผลิตจากแหล่งต่างๆ ที่จะใช้ชาร์จแบตเตอรี่ บวกกับค่าสำรองไฟฟ้าของแบตเตอรี่แล้ว ก็ยังสูงกว่าราคาขายไฟฟ้าจากการไฟฟ้าอยู่ดี

         อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณ อ.ประสาท ที่ชี้ให้เห็นผลกระทบของราคาแบตเตอรี่ต่อการดำเนินการของ กฟผ.ในอนาคต จากการประเมินในเบื้องต้น ถ้าการสำรองไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ มีราคาต่ำกว่า 100 เหรียญต่อหน่วย เมื่อใด ราคาค่าไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บวกค่าสำรองพลังงานจึงจะเริ่มถูกกว่าราคาค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้า

ข้อเท็จจริงสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.

         อีกประเด็นหนึ่งในบทความเดียวกันเป็นเรื่องของ การใช้ข้อมูล ที่ อ. ประสาท กล่าวว่า ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 สถานการณ์เปลี่ยนเป็นว่า กำลังการผลิตเหลือ 39% แต่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียง 32% เท่านั้น โดยยกข้อมูลการผลิตไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคม 2560

20170713 ART01 05

          จากข้อมูลที่ อ.ประสาท ยกมา การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ในเดือนพฤษภาคม 2560 มีสัดส่วนร้อยละ 31.77 แต่หากมองยอดสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2560 การผลิตของ กฟผ. จะมีสัดส่วนร้อยละ 34.46 และหากดูเฉพาะเดือน ก็อาจได้ภาพที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่าง เดือนมกราคม 2560 มีสัดส่วนการผลิตของ กฟผ. ร้อยละ 37 เดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 35 เป็นต้น

         ความแตกต่างของการผลิตในเดือนพฤษภาคม มาจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศที่ค่อนข้างน้อย คือ ร้อยละ 2.68 เนื่องจากเป็นเดือนที่มีความต้องการน้ำด้านชลประทานน้อย ดังนั้น การดูข้อมูลเดือนในเดือนหนึ่ง อาจนำไปสู่ข้อสรุปอื่นๆ ที่ผิดพลาดคาดเคลื่อนได้

สำรองสูงถึง 45 เปอร์เซนต์จริงหรือไม่

         ในประเด็นที่บทความของ อ.ประสาท กล่าวว่า ถ้าความต้องการสูงสุดของปีนี้เกิดขึ้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2560 เท่ากับ 28,578 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตสำรองไฟฟ้าก็จะเป็น 45% สูงกว่าที่แผนพัฒนากำลังการผลิต (PDP2015) ได้คาดการณ์ไว้ ในขณะที่ทางสากลเขาถือว่า ควรจะเป็น 15% เท่านั้น

         ในความเป็นจริง กำลังผลิตสำรอง จะพิจารณาจากเดือนที่มีความต้องการสูงสุดของปี โดยจะต้องหักลบกำลังผลิตที่หยุดซ่อมตามแผน หักลบกำลังผลิตที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้จริง (Derate) และในส่วนของพลังงานหมุนเวียนต้องนำค่าความพร้อมจ่ายจริงของโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ มาคำนวณ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ชีวมวล แสงอาทิตย์ ลม ที่โรงไฟฟ้าบางประเภท มีความพร้อมจ่ายจริง เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น โดยกำลังผลิตสำรองของระบบไฟฟ้าในปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 27

         นอกจากนี้ กำลังผลิตสำรองในสากลของประเทศต่างๆ ไม่ใช่ร้อยละ 15 โดยเฉพาะประเทศที่มีพลังงานหมุนเวียนมาก เช่น เยอรมนี สำรองไฟฟ้าร้อยละ 130 เดนมาร์ก ร้อยละ 76 อังกฤษ ร้อยละ 53 สหรัฐ ร้อยละ 40 ญี่ปุ่น ร้อยละ 18 เป็นต้น

         อย่างไรก็ตาม กำลังผลิตสำรองที่เหมาะสมของประเทศก็เป็นประเด็นที่ กฟผ. ให้ความสำคัญ ซึ่งจากแนวโน้มกำลังผลิตสำรองที่เริ่มสูงขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมีสาเหตุต่างๆ อาทิ สัญญารับซื้อไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่ผูกพันไว้แล้ว การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มากขึ้น และความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เช่น ภาคใต้ ดังนั้น PDP2015 จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการกำลังผลิตสำรองที่เหมาะสมรองรับไว้ในแผนด้วยแล้ว