EIA คาดปี 2040 โลกยังใช้พลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์ร้อยละ 83

          รายงาน International Energy Outlook 2017 จัดทำโดย สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา (US Energy Information Administration: EIA) คาดการณ์ว่าโลกจะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ระหว่างปี 2558-2583 โดยในรายงานได้คาดการณ์การใช้พลังงานของ 16 ภูมิภาคทั่วโลก แยกเป็นประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development) หรือ OECD และประเทศนอกกลุ่ม OECD

20180112 ART01 01

กราฟแสดงความต้องการใช้พลังงานของโลกที่จะเพิ่มขึ้นถึงปี 2583 เปรียบเทียบระหว่างประเทศในและนอกกลุ่ม OECD

         ในปริมาณการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของโลก ประเทศนอกกลุ่ม OECD (ประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดียและจีน) จะครองสัดส่วนถึงร้อยละ 84 โดยทวีปเอเชียจะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นมากที่สุด เชื้อเพลิงที่จะมีความต้องการใช้เติบโตมากที่สุดจนถึงปี 2583 คือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีอัตราการเติบโตร้อยละ 43 ส่วนความต้องการใช้ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงเหลวอื่น ๆ จะเติบโตต่อไป ในอัตราร้อยละ 18 ด้านความต้องการใช้ถ่านหิน จะยังคงที่อยู่ในระดับปัจจุบัน คือประมาณ 160,000 ล้านล้านบีทียู โดยความต้องการใช้ในจีนจะลดลง แต่ในอินเดียจะเพิ่มขึ้น

20180112 ART01 02

กราฟแสดงความต้องการใช้แหล่งพลังงานประเภทต่าง ๆ ของโลก โดยความต้องการใช้ถ่านหินจะคงที่ประมาณ 160,000 ล้านล้านบีทียู

         พลังงานหมุนเวียน (น้ำ ลม แสงอาทิตย์ พลังความร้อนใต้พิภพ และอื่น ๆ) เป็นแหล่งพลังงานที่มีความต้องการใช้เติบโตสูงสุด โดยลม แสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาติ รวมกันครองสัดส่วนของการเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ผลิตไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งในปี 2583 พลังงานหมุนเวียนจะครองสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของโลกร้อยละ 31 เป็นสัดส่วนที่เท่ากันกับถ่านหิน และในบรรดาพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด พลังน้ำเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 53

20180112 ART01 03

กราฟคาดการณ์สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของโลก การใช้พลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติเติบโตสูงสุด

          ในปี 2583 โลกจะใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงเหลวอื่น ๆ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน) และนิวเคลียร์มากที่สุด ในสัดส่วนร้อยละ 83 และใช้พลังงานหมุนเวียน (ลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ) ร้อยละ 9 และพลังน้ำร้อยละ 8

         นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ด้วยว่า ระหว่างปี 2558-2583 ประเทศในกลุ่ม OECD (ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรป) จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ขณะที่ประเทศนอกกลุ่ม OECD จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 5.5 พันล้านตัน

         สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง เมื่อเทียบกับปริมาณที่ปล่อยในปี 2558 และน้อยกว่าปี 2548 ร้อยละ 19 โดยปี 2548 เป็นปีสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด ถึง 6 พันล้านตัน

         การใช้ก๊าซธรรมชาติที่เติบโตขึ้นเป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะ ทำให้ต้นทุนของก๊าซธรรมชาติมีราคาถูกกว่าถ่านหิน และช่วยส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศในกลุ่มและนอกกลุ่ม OECD อย่างไรก็ตาม การใช้ถ่านหินจะยังคงก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลก และจีนจะยังคงใช้ถ่านหินมากที่สุดในโลก

20180112 ART01 04

กราฟแสดงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศในกลุ่ม OECD ที่จะลดลง และประเทศนอกกลุ่ม OECD ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น น้อยกว่าร้อยละ 1 ต่อปี

          โดยสรุปแล้ว รายงานของ EIA แสดงให้เห็นว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงมีบทบาทสำคัญที่สุดในการสนองความต้องการใช้พลังงานของโลกในอีกหลายทศวรรษ ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศในกลุ่ม OECD ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และประเทศนอกกลุ่ม OECD ลดอัตราการเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดการตั้งคำถามกับมาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกและการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นว่าเหมาะสมเพียงใด ในเมื่อเทคโนโลยีขุดเจาะทำให้ลดต้นทุนพลังงานและช่วยให้นำเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ มาใช้ได้คุ้มค่ายิ่งขึ้นแล้ว

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ข้อมูลจาก

EIA report projects fossil and nuclear fuels will provide 83% of total global energy in 2040

https://www.lexology.com/library/detail.aspx?g=75d2e09e-c703-419d-9e59-c0d56e1165f1

International Energy Outlook 2017

https://www.eia.gov/outlooks/ieo/pdf/0484(2017).pdf