021.jpg

         กฟผ. และสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานด้านพลังงานของประเทศญี่ปุ่น จัดสัมมนาเชิงวิชาการ JICC – EGAT – NST Nuclear Seminar ในหัวข้อ Lesson Learned from Japan to Thailand แลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมอัพเดทสถานการณ์โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น โดยพลังงานนิวเคลียร์ยังคงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศญี่ปุ่น วางสัดส่วนของนิวเคลียร์ไว้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 รองจากถ่านหินและก๊าซ

         เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2561 นายลัญจกร อภิชิตเรืองเดช ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมโรงไฟฟ้า เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาเชิงวิชาการ JICC – EGAT – NST Nuclear Seminar ในหัวข้อ Lesson Learned from Japan to Thailand ซึ่งจัดโดยความร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารงานวิศวกรรมโรงไฟฟ้าและพลังงานนิวเคลียร์ Japan Atomic Industrial Forum (JAIF) International Cooperation Center (JICC) และสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและสนใจ โดยภายในงานมีผู้เชี่ยวชาญด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งจากประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทยให้เกียรติบรรยายและให้ความรู้ตลอดทั้งวัน ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ

         นายลัญจกร อภิชิตเรืองเดช กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ ด้านการสื่อสารกับชุมชน และการพัฒนาบุคลากรของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความท้าทายและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในระยะแรกของประเทศไทย ประชาชนทั่วไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนในพื้นที่ควรจะได้รับความรู้และมีความเข้าใจในด้านประโยชน์และการจัดการด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าเองต้องมีความรู้และประสบการณ์เพื่อจัดการและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

         Mr. Akio Toba Executive Director, JICC ได้กล่าวถึงสถานการณ์เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น ว่า จากเหตุการณ์อุบัติภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งมีสาเหตุจากการเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิิ และส่งผลให้เกิดการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์นั้น สถานการณ์ในปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งนำเอาเชื้อเพลิงใช้แล้วออกมาจากเตาปฏิกรณ์ ส่วนการลดการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในพื้นที่ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแผนการลดการปนเปื้อนและรื้อถอนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ อาจต้องใช้เวลาประมาณ 30 - 40 ปี จึงจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

         อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเป็นโรงไฟฟ้าฐานที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตามแผนพลังงานการผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่นที่วางไว้ ในปี 2030 สัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าประกอบด้วย นิวเคลียร์ 20 – 22 เปอร์เซ็นต์ ก๊าซ LNG 27 เปอร์เซ็นต์ ถ่านหิน 26 เปอร์เซ็นต์ และพลังงานหมุนเวียน 22 – 24 เปอร์เซ็นต์ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่

         ด้าน ดร.นทีกูล เกรียงชัยพร หัวหน้าแผนกปฏิกรณ์นิวเคลียร์ กล่าวถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย โดยกล่าวว่า สัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทยที่กำหนดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดการใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2558 - 2579 หรือ PDP 2015 ได้กำลังสัดส่วนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ในท้ายแผน คือ ปี 2578 จำนวน 1 โรง ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ และในปี 2579 จำนวน 1 โรง ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 5 ของสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

         สำหรับระยะการดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในระยะเริ่มแรก โดยเป็นการศึกษาข้อมูล ระเบียบและกฎหมายเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของรัฐบาล นอกจากนี้ กฟผ. ยังดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานไฟฟ้า และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่กลุ่มของเยาวชน ซึ่ง กฟผ. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พัฒนาหลักสูตรด้านพลังงานนิวเคลียร์ โดยเริ่มในปี 2558 นอกจากนี้ กฟผ. ยังร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) พัฒนาหลักสูตรด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นวิชาบังคับเลือก โดยหลักสูตรดังกล่าวได้เปิดมาแล้ว 5 – 6 ปี มีผู้เรียนแล้วกว่าหนึ่งล้านคน ดังนั้น หากจะสรุปสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยว่าจะสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยทิศทางการตัดสินใจที่แน่นอนของรัฐบาล และยังต้องมีการเตรียมการด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการสร้างการยอมรับกับประชาชน