029.jpg

20180807 PRE01 01

          กฟผ. เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เปิดศูนย์เฉพาะกิจติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ระดมผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์น้ำรายวัน พร้อมประสานงานร่วมกับศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

          นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561 กฟผ. ได้เปิดศูนย์เฉพาะกิจติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานข้อมูลและติดตามสถานการณ์น้ำของเขื่อน กฟผ. ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด ร่วมกับศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน โดยมีการประชุมผ่านระบบ VDO Conference กับเขื่อนแต่ละแห่งทั่วประเทศเป็นประจำทุกวัน มีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์สถานการณ์น้ำเพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งได้เตรียมความพร้อมของศูนย์ฯ ในกรณีเกิดภาวะวิกฤตเร่งด่วนจะสามารถเชื่อมต่อระบบการสื่อสารกับเขื่อนแต่ละแห่งได้ในทันที ซึ่งแต่ละวันจะมีการรวบรวมและสรุปข้อมูลเพื่อรายการสถานการณ์น้ำภาพรวมไปยังศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวฯ ของ สทนช. ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศในภาวะวิกฤตช่วงนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

          นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำของเขื่อน กฟผ. โดยรวมทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ข้อมูล ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2561) ยกเว้นเขื่อนในภาคภาคตะวันตก และตะวันออกเฉียงเหนือ บางแห่งที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) ได้แก่ ภาคตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่เหนือเขื่อนอย่างต่อเนื่อง มีปริมาณน้ำกักเก็บ 7,505 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 85 ของความจุ โดยได้ปรับแผนการระบายน้ำตามมติของคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำ เพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 43 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำกักเก็บ 765 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 31 ของความจุ เขื่อนจุฬาภรณ์ มีปริมาณน้ำกักเก็บ 105 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุ และเขื่อนน้ำพุง มีปริมาณน้ำกักเก็บ 104 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุ

          ส่วนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้แก่ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำกักเก็บ 7,711 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 57 ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำกักเก็บ 6,369 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 67 ของความจุ ภาคตะวันตก เขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำกักเก็บ 15,423 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 87 ของความจุ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนสิรินธร มีปริมาณน้ำกักเก็บ 1,084 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 55 ของความจุ และภาคใต้ เขื่อนรัชชประภา มีมีปริมาณน้ำกักเก็บ 4,415 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 78 ของความจุ และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำกักเก็บ 807 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 55 ของความจุ

          “เขื่อนหลายแห่งที่เดิมมีปริมาณน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม URC ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำตามข้อสั่งการของ สทนช. จนปริมาณน้ำในอ่างฯ ลดลงอยู่ในเกณฑ์ควบคุม URC และกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ซึ่ง กฟผ. ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำของเขื่อนทั่วประเทศผ่านศูนย์เฉพาะกิจติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ร่วมกับศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตของ สทนช. อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดได้ทางเว็บไซต์ WATER.EGAT.CO.TH และแอพพลิเคชั่น EGAT Water ซึ่งสามารถดาวน์โหลดค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำได้ Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดจากกล้อง CCTV ของแต่ละเขื่อนอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถติดตาม Infographic รายงานสถานการณ์ในเขื่อนของ กฟผ. ได้ที่ Facebook กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้อีกช่องทางหนึ่ง” นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง กล่าวในที่สุด

20180807 PRE01 02

20180807 PRE01 03