ผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจพลังงาน ชี้แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยในอนาคต จะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักกระจายในทุกภาคของประเทศเพื่อความมั่นคง รวมทั้ง ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและการผลิตไฟฟ้าใช้เองของผู้บริโภค

         การเสวนาหัวข้อเรื่อง “ทิศทางพลังงานไทย ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก” ในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมการเสวนา ประกอบด้วย นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ,ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการด้านพลังงาน ,นายสุวัฒน์ กมลพนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายภัทรพงศ์ เทพา ผู้ช่วยผู้ว่าการนโยบาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

art20180912 02

 

         นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าและส่งออกพลังงาน โดยสามารถผลิตได้ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแต่ผลิตได้น้อยกว่าความต้องการใช้ จึงต้องมีการนำเข้า และมีแนวโน้มที่จะต้องนำเข้าพลังงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2560 การนำเข้าพลังงานของไทยมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาทปี ในส่วนนี้เป็นการนำเข้าน้ำมันถึง 7 แสนล้านบาท ถ้าประเทศไทยสามารถจัดการเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้จะประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มาก ดังนั้น ความมั่นคงทางด้านพลังงานจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีการวางแผนการผลิตไฟฟ้าในอนาคตให้เพียงพอในทุกพื้นที่ ซึ่งแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ (พีดีพี) ฉบับใหม่ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับ ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการด้านพลังงาน ที่เน้นย้ำว่า แผนการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันและอนาคตต่อไป ควรให้ความสำคัญกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ หรือเป็นรายภาค ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละภาค

 

art20180912 03

art20180912 04

         นายสุวัฒน์ กมลพนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนอย่างเหมาะสม โดยกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นประธานกลุ่มพลังงานหมุนเวียน เข้าใจว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานสะอาด แต่มีราคาสูงและอาจจะไม่ค่อยมีเสถียรภาพ ไม่สามารถใช้เป็นพลังงานหลักได้ จึงจำเป็นต้องมีแบตแตอรี่ในการกักเก็บพลังงานในส่วนที่เหลือมาไว้ในใช้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาให้ดีว่าประเทศไทยจะมีการบริหารจัดการอย่างไร และเห็นว่า แผนพีดีพีที่ดีจะต้องกระจายเชื้อเพลิง ให้พึ่งพาหลายประเภท ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

 

art20180912 01

 

         ด้านนายภัทรพงศ์ เทพา ผู้ช่วยผู้ว่าการนโยบาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงทิศทางการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ในอนาคตโดยยอมรับว่า ภาคเอกชนรายย่อยจะเข้ามาผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.จะค่อยๆ เล็กลง รวมทั้งจะมีเทคโนโลยีใหม่ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เข้ามามากขึ้น ทำให้ กฟผ.จะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นผู้ดูแลระบบจากเดิมที่เป็นผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้ดูแลทั้งระบบ ในอนาคต 5-7 ปี อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยผู้ว่าการนโยบาย กฟผ. เปิดเผยด้วยว่า เมื่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือประเภทอื่นเข้ามาผลิตไฟฟ้ามากขึ้น กฟผ.ก็จะต้องเตรียมระบบรองรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้มีความมั่นคง และเพื่อให้ไฟฟ้ามีเสถียรภาพมากขึ้น