การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยสายงานรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า จัดสัมมนา Power Digital Solution Roadmap สร้างสรรค์นวัตกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน รวมทั้งการจัดเตรียมบุคลากรให้สอดรับกับโครงสร้างพื้นฐาน เป็นไปในทิศทางเดียวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

          เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการสัมมนา Power Digital Solution Roadmap โดยมีนายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.พิชัยรัตน์ จิรานันท์ ผู้อำนวยการโครงการ Robotics AI and Intelligent Solution จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายคุริฮาระ มาซายูกิ ผู้จัดการทั่วไป จากบริษัท มารุบินี คอร์ปอเรชั่น มาร่วมแลกเปลี่ยนมิติและมุมมองในการพัฒนาระบบดิจิทัล ณ ห้องประชุมเกษม จาติกวณิช 1 สำนักงานใหญ่ กฟผ. จังหวัดนนทบุรี

         นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระชัย ผวก. กล่าวว่า “ปัจจุบัน Disruptive Technology เข้ามาสร้างผลกระทบต่อองค์กร และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร ทำให้ กฟผ. ต้องปรับตัวให้พร้อมรับเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยกำหนดเป้าหมายองค์กรสู่การเป็นโรงไฟฟ้าดิจิทัลในอนาคต การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอกมาบรรยาย นับเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับมายเซ็ทของผู้ปฏิบัติงานเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล”

          นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานว่า “สายรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า ได้จัดตั้งทีมงาน เพื่อศึกษาและจัดทำ Roadmap สู่การเป็นโรงไฟฟ้าดิจิทัล ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 15 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการสร้างกระบวนการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่ให้ดีกว่าเดิม โดยแบ่งระยะการดำเนินงานออกเป็น 4 ช่วง มีเป้าหมายสูงสุด คือ ใช้ระบบ AI เข้ามาคิดวิเคราะห์ประมวลผลการทำงาน มีศูนย์กลางในการควบคุมโรงไฟฟ้าทั้งหมด นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานมีทักษะด้านการจัดการเทคโนโลยีให้สอดรับกับกระบวนการทำงาน ที่ซับซ้อนขึ้น ในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานมีจำนวนลดลง”

         นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกล่าวถึง การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทยว่า "ในปัจจุบันการไหลเวียนของข้อมูลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกำลังขยายเป็นวงกว้างด้วยการใช้งานระบบ Mobile หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ การใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานจึงมีการผลักดันกฎหมาย ดิจิทัล ได้แก่ พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พรบ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

          นอกจากการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการจัดระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายใต้แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี จัดสร้างโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ให้ทุกหมู่บ้านมีอินเทอร์เน็ตเข้าถึง นอกจากนี้ยังได้พัฒนาออกแบบโครงสร้างและการสร้างมาตรฐานการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลอันเป็นประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดทรัพยากรและลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนลง

.

          ดร.พิชัยรัตน์ จิรานันท์ ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมว่า “อำนาจของเทคโนโลยีดิจิทัล (Power of Digital) ทำให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้น (Power of speed) สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากขึ้น (Power of storage) รวมทั้งเชื่อมต่อสื่อสารกันได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น (Power connectivity) สิ่งสำคัญของการนำข้อมูลเข้ามาพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม คือ 1.) หุ่นยนต์อัจฉริยะ (AI) ที่นำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาจำลองผัสสะทั้ง 5 ของมนุษย์ ตา จมูก หู ลิ้น กาย และนำไปประมวลผลต่อยอดสู่การทำงาน เช่น เทคโนโลยีกล้องที่ใช้ในการผ่าตัดจำลองการมองเห็นของมนุษย์ ต่อยอดสู่การส่องกล้องผ่าตัดในระยะไกล เป็นต้น 2.) Internet of value ที่สามารถส่งข้อมูลถึงคนจำนวนมากในเวลารวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ (Blockchain) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง คือสถาบันการเงิน หรือสำนักชำระบัญชี 3.) Digital Twin โดยผสานการดำเนินงานด้วยดิจิทัล และการทำงานด้วยมนุษย์ควบคู่กันไป

          นายคุริฮาระ มาซายูกิ ได้กล่าวถึงแผนงานระบบดิจิทัลสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ของ กฟผ. ว่า “บริษัท มารุบินี คอร์ปอเรชั่น ได้ดำเนินโครงการ Digitalization ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ยูนิต 11 และ 13 ภายใต้สัญญา MOU ฉบับที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าภายในระยะเวลา 3 ปีของการดำเนินงานโครงการ นอกจากนี้ยังได้ถ่ายทอด Digital Solution สำหรับระบบการจัดการพลังงานของ กฟผ. ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานต่อไป”

          สุดท้าย นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ได้กล่าวขอบคุณวิทยากร ทีมงาน ผู้ปฏิบัติงานที่เข้าร่วมการสัมมนา และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้งานสัมมนาเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี โดยสายรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า จะนำความรู้มิติมุมมองในการดำเนินงานที่ได้รับ ไปประยุกต์ใช้ในจัดทำแผนการดำเนินงานด้านดิจิทัลให้ทันสมัยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของโลกและของประเทศไทย และสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับดำเนินงานของ กฟผ.