คิดใหม่ทำใหม่ - Change for the Future สายงาน รวช. ปรับเปลี่ยนภารกิจเพื่อความสำเร็จขององค์การ

     ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและต่อเนื่องของโลกปัจจุบันผู้ที่ปรับตัวได้คือผู้อยู่รอด เฉกเช่นเดียวกับ Disruptive Technology ที่กำลังรุกคืบเข้าพลิกโฉมโลกธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญเร่งให้กฟผ. มองหาธุรกิจใหม่เพื่อสร้าง Value ให้กับองค์การหนึ่งในนั้นคือ “ธุรกิจนำเข้า LNG” ธุรกิจใหม่ภายใต้การดำเนินงานของสายงานเชื้อเพลิง

     นายธวัชชัย จักรไพศาลรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง (รวช.) กล่าวถึงภารกิจของสายงาน รวช. ว่า ภารกิจของสายงานรวช. ประกอบไปด้วย ภารกิจด้านเหมืองแม่เมาะและการบริหารจัดการเชื้อเพลิง โดยมีเหมืองแม่เมาะเป็นเหมืองถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยพื้นที่บ่อเหมืองขนาด 18,400 ไร่ ซึ่งผลิตและจัดหาถ่านหินลิกไนต์ป้อนให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะปีละ 16 ล้านตัน ผลิตพลังงานไฟฟ้าส่งจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทยซึ่งมีเพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 32 ปี แต่ในเมื่อ กฟผ.กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน พร้อมกับได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นผู้นำร่องการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สายงาน รวช.จึงมีการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ภายใต้ภารกิจด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพื่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศในอนาคต

     จากภารกิจการทำเหมือง สู่การนำเข้า LNG

     ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักของประเทศไทยด้วยสัดส่วนกว่า60 % ของเชื้อเพลิงทั้งหมด และก๊าซฯ ที่มาจากบริเวณอ่าวไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ความต้องการก๊าซฯมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศมาทดแทนมากขึ้นทำให้อาจเกิดผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าในอนาคต ดังนั้นการเปิดให้มีผู้นำเข้า LNGหลายราย จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา และทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลง ดังนั้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบหลักการและแนวทางการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติเพื่อเพิ่มปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยมอบหมายให้ กฟผ. นำร่องเป็นผู้จัดหาLNG รายใหม่ จากเดิมที่มี ปตท. แต่เพียงรายเดียว เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดแข่งขันเสรีเต็มรูปแบบในอนาคต

     ด้วยภารกิจที่ กฟผ. ได้รับมอบหมายให้จัดหาและนำเข้าLNGในจำนวนไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2562 เพื่อส่งก๊าซธรรมชาติให้โรงไฟฟ้าพระนครใต้โรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าวังน้อย พร้อมดำเนินการควบคู่ไปกับ โครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซแบบลอยน้ำ (FSRU) ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปี2567 ขณะนี้ กฟผ.ได้ดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการ FSRU ฉบับสมบูรณ์ และได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตประกาศกำหนดเขตระบบโครงข่ายก๊าซธรรมชาติต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และอยู่ระหว่างการเสนอรายงาน EIA ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการฯ

     เตรียมความพร้อมบุคลากร เสริมความแข็งแกร่งให้กับภารกิจในอนาคต

     การเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภารกิจใหม่“กำลังคน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรได้รับการเสริมศักยภาพเป็นลำดับแรก สายงาน รวช. เร่งเดินหน้าพัฒนาบุคลากรตามแผนกลยุทธ์ รองรับยุทธศาสตร์ กฟผ. ภายใต้ความร่วมมือกับสายงานรองผู้ว่าการบริหาร (รวห.) จัดการอบรมเพิ่มพูนความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงานมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน เพื่อพัฒนาทักษะให้มีความรู้ความสามารถในธุรกิจซื้อขายและค้าเชื้อเพลิงระหว่างประเทศ เพื่อรองรับภารกิจการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNGProcurement) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในด้าน Commercial ด้านกฎหมายการซื้อขายระหว่างประเทศ ด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยงนอกจากนี้ยังมีการมอบทุนการศึกษาให้ผู้ปฏิบัติงานไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทหลักสูตร Energy Finance ตั้งแต่ปี 2561 ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของ กฟผ. ในระยะยาว

     “สิ่งแรกที่กฟผ. ควรเปลี่ยน คือ Mindset ของคนในองค์กรที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ กฟผ. เคยเป็นผู้ดูแลระบบไฟฟ้าทุกกระบวนการแต่เพียงผู้เดียวแต่วันนี้บทบาทของเราได้เปลี่ยนแปลงไป ภาคนโยบายมีกระทรวงพลังงานเป็นผู้ดูแลภาคการกำกับมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้ดูแล กฟผ. มีบทบาทเป็น Operator ซึ่งภายใต้บทบาทที่ภาคนโยบายกำหนดให้นี้ กฟผ. จะต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด”รวช. กล่าวทิ้งท้าย