เยอรมนีผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% จริงหรือไม่?

   เยอรมนีผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงหลากหลาย โดยมีโรงไฟฟ้าเชิ้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างลม และแสงอาทิตย์ ที่สามารถผลิตได้ในช่วงเวลาต่างๆ

      ตัวอย่างกำลังการผลิตไฟฟ้า เดือนตุลาคม 2559

FAQ Foreign GermanyProductionOctober2016

      ทั้งนี้ กำลังผลิตติดตั้งรวมของเยอรมนีสูงถึง 193,860 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2559) แบ่งเป็นกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าหลักราว 93,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนราว 100,000 เมกะวัตต์ ซึ่งกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งหมดมากกว่าความต้องการสูงสุดราว 2.3 เท่า โดยปี 2558 ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 87,000 เมกะวัตต์
      แม้ว่า เยอรมนีเป็นประเทศที่มีสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ปริมาณมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่แน่นอน เยอรมนีจึงต้องมีกำลังผลิตสำรองเพิ่มมากขึ้นไปด้วย โดยกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่มีมากกว่าครึ่งหนึ่งของระบบ
      ในบางวัน พลังงานหมุนเวียนสามารถผลิตพลังงานได้มากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่บางวันที่ไม่มีแดดและลม ทำให้ผลิตเกือบไม่ได้เลย โดยในภาพรวมในปี 2558 พลังงานหมุนเวียนผลิตพลังงานได้ราวร้อยละ 30 อีกร้อยละ 40 ต้องผลิตจากพลังงานถ่านหิน และผลิตจากโรงไฟฟ้าหลักอื่นๆ อีกร้อยละ 30

FAQ Foreign GermanyNetCapacity

สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม
      อ่านบทความเพิ่มเติม :
            เยอรมนีเตรียมเลิกอุดหนุนพลังงานสะอาด หลังดันค่าไฟพุ่งเบอร์ 2 ของยุโรป [Link]
            เยอรมนี แตะเบรกพลังงานสะอาด [Link]
            ปี 2558 พลังงานหมุนเวียนเยอรมนีโตขึ้น แต่ถ่านหินยังมีบทบาทสำคัญ [Link]
      ข้อมูลการผลิตไฟฟ้าย้อนหลัง และ Real Time ของเยอรมนี [Link]  
      กำลังการผลิตติดตั้งของเยอรมนี [Link] 

 

นโยบายพลังงานสะอาดของเยอรมนีเป็นอย่างไร ทำไมค่าไฟฟ้าจึงแพงถึงหน่วยละ 12 บาท?

      นโยบายพลังงานเยอรมนี หรือที่เรียกว่า Energiewende คือ การเปลี่ยนผ่านเยอรมนีไปสู่ประเทศคาร์บอนต่ำ และมีแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อถือได้ และมีราคาเหมาะสม ซึ่งหัวใจหลัก คือ พึ่งพาพลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 40-45ภายในปี 2568 และร้อยละ 60 ในปี 2593 ลดการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหิน ยกเลิกการใช้นิวเคลียร์ และมีเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 40 ในปี 2563 (เทียบกับระดับการปล่อยปี 2533) และลดปริมาณการปล่อยเป็นร้อยละ 80-95 ในปี 2593 (เทียบกับระดับการปล่อยปี 2533)
      อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเยอรมนีดำเนินนโยบายการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนผ่านการอุดหนุน ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ได้ส่งต่อไปยังราคาค่าไฟฟ้าของประเทศที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ โดยค่าไฟเยอรมนีแพงเป็นอันดับที่ 2 ของยุโรป รองจากเดนมาร์ก ถึงราคาหน่วยละ 12 บาท และเมื่อดูรายละเอียดถึงองค์ประกอบค่าไฟฟ้าครัวเรือนของเยอรมนี เดือนมกราคา 2559 พบว่าประกอบด้วย เป็นค่าธรรมเนียมของพลังงานหมุนเวียน (Renewable surcharge) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการประกันราคาให้แก่ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 22.2
      ราคาค่าไฟฟ้าในยุโรป [Link]

 

วิกฤตค่าไฟฟ้าของรัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา เกิดจากอะไร?

      รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา บังคับใช้กฎหมายพลังงานสีเขียว (Green Energy Act) ในปี 2552 โดยได้เดินหน้าทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน และมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทว่า กฎหมายดังกล่าวดำเนินไปภายใต้การแบกรับต้นทุนที่มากขึ้น โดยครัวเรือนจะต้องจ่ายค่าอุดนหนุนพลังงานหมุนเวียนตามกฎหมายถึงร้อยละ 77 ซึ่งส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในรัฐออนตาริโอแพงที่สุดในอเมริกาเหนือ จนเกิดเหตุการณ์ที่คนรายได้น้อยต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐ

FAQ Foreign OntarioFuelUsage

      อ่านบทความเพิ่มเติม :
            เยอรมนีเตรียมเลิกอุดหนุนพลังงานสะอาด หลังดันค่าไฟพุ่งเบอร์ 2 ของยุโรป [Link]

 

ผลกระทบจากการเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินของรัฐออสเตรเลียใต้ ประเทศออสเตรเลีย

      รัฐออสเตรเลียใต้ มีการใช้ไฟฟ้ามากเป็นลำดับที่ 4 จาก 5 รัฐใหญ่ ของประเทศออสเตรเลีย โดยรัฐออสเตรเลียใต้ มีกำลังผลิตไฟฟ้าราว 4,100 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ 2,500 เมกะวัตต์ และกังหันลม 1,300 เมกะวัตต์ ขณะที่มีความต้องไฟฟ้าสูงสุดราว 3,000 เมกะวัตต์ และมีสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงกับรัฐวิคตอเรียอีก 460 เมกะวัตต์
      รัฐบาลท้องถิ่นพรรคแรงงาน มีนโยบายอุดหนุนพลังงานหมุนเวียน ทำให้ในปี 2558 โรงไฟฟ้ากังหันลมและโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีสัดส่วนการผลิตถึงร้อยละ 41 ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียทั้งประเทศยังใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าร้อยละ 60
      การที่รัฐออสเตรเลียใต้พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนในปรมาณมากถึง ร้อยละ 41 ดังกล่าว ซึ่งไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน และต้องซื้อไฟฟ้าจากรัฐวิคตอเรีย ผ่านสายส่งเพียงเส้นเดียว ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ทำให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ 2 ครั้งในเวลาใกล้เคียงกัน ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2558 และ เดือนกันยายน ปี 2559 จนรัฐบาลของรัฐออสเตรเลียใต้ ต้องตรวจสอบหาสาเหตุที่เกิดขึ้น รวมทั้งทบทวนนโยบายโครงสร้างทางพลังงานของรัฐในปัจจุบัน

FAQ foreign InfoSouthAustralia

สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม
      อ่านบทความเพิ่มเติม :
            วิกฤตพลังงานรัฐออสเตรเลียใต้ จุดชนวนความขัดแย้งพลังงานสีเขียว [Link]
            รัฐออสเตรเลียใต้ คือ ตัวอย่างความไม่สมดุลพลังงานจากการเลิกใช้ถ่านหิน [Link]
            ออสเตรเลียใต้ไฟดับทั้งรัฐ เพราะพายุหรือพลังงานหมุนเวียน [Link]
      ข้อมูลการผลิตไฟฟ้าของรัฐต่างๆ ในออสเตรเลียแบบ Real Time [Link]

 

ราคาค่าไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของนครดูไบ ถูกเพียง 2.99 เซนต์ต่อหน่วย หรือ 1.05 บาทต่อหน่วย แข่งขันได้กับพลังงานหลัก จริงหรือไม่?

      เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 นครดูไบ สหรัฐอาหรับอิมิเรท ได้ประมูลโครงการMohammed bin Rashid al-Maktoum Solar Park ระยะที่ 3 กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ในราคาค่าผลิตหน่วยละ 2.99 เซนต์ต่อหน่วย หรือ 1.05 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 25 ปี นับว่าเป็นสถิติที่ถูกที่สุดในโลกของการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่า ปัจจุบันราคาพลังงานแสงอาทิตย์ถูกลงกว่าในอดีตมาก แต่ในกรณีของโครงการดังกล่าวนี้ นาย Toby Couture ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์พลังงานภูมิภาคตะวันออกกลาง ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า มีสาเหตุจาก

  1. จากสภาพทางการเมือง ที่ทำให้บริษัท Masdar ผู้ชนะการประมูล จะต้องชนะการประมูลในประเทศตนเอง

  2. ต้นทุนที่ดินที่ต่ำ

  3. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ และมีระยะเวลากู้ที่ยาวนาน

  4. ราคาภาษีที่ต่ำในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

       นอกจากนี้ ราคาชนะการประมูลนั้นเป็นเพียงราคาเริ่มต้นเท่านั้น และราคาสามารถปรับได้ จากภาวะเงินเฟ้อ
      อย่างไรก็ตาม แม้ดูไบจะพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ก็ได้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,400 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จและส่งจ่ายไฟฟ้าในช่วงเดียวกับการจ่ายไฟฟ้าของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า นอกจากต้นปัจจัยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแล้ว ระบบไฟฟ้ายังต้องมีความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า ยิ่งมีพลังงานหมุนเวียนมาก ระบบยิ่งต้องมีโรงไฟฟ้าหลัก โรงไฟฟ้าหลักสำรอง พร้อมจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้

FAQ foreign DubaiLowCostSolarCell

      อ่านบทความเพิ่มเติม :
            ดูไบทุบสถิติโลกโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 800 เมกะวัตต์ 1.05 บาทต่อหน่วย พร้อมสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินควบคู่อีก 2,400 เมกะวัตต์ [Link]

 

จีนและอเมริกาเลิกการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จริงหรือไม่? 

      ถ่านหินมีสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าในจีน ปี 2014 ถึงร้อยละ 72.46 เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน ที่มีต้นทุนต่ำ และรองรับเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง กระนั้นก็ตามในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติม จีนก็ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
      ทั้งนี้ การชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของจีนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ มีขึ้นเพื่อยุติปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน (Oversupply) แต่เมื่อดูตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าของจีน จนถึงปี 2020 ที่ประกาศเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.2559 ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตของถ่านหินขึ้นร้อยละ 20 หรือเพิ่มขึ้นราว 200,000 เมกะวัตต์ ในปี 2020 ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตของจีนจากถ่านหินเพิ่มขึ้นเป็น 1,100,000 เมกะวัตต์ พร้อมกับกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงใหม่ โดยให้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในปี 2020 จากเดิมที่ร้อยละ 12 ขณะที่ ถ่านหินจะมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าลดลงในปี 2020 เหลือร้อยละ 55 จากเดิมที่อยู่ราว 2 ใน 3 ของสัดส่วนการผลิตทั้งหมด
      ในขณะที่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาการใช้ถ่านหินการผลิตไฟฟ้าในปริมาณมากถึงร้อยละ 39.5 ในปี 2014 ทว่า ศักยภาพของสหรัฐในการค้นพบ Shale Gas ในปริมาณมหาศาล ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้การใช้ถ่านหินมีปริมาณลดน้อยลง เพราะในสหรัฐ Shale Gas เป็นเชื้อเพลิงที่มีต้นทุนถูกกว่าถ่านหิน ประกอบกับรัฐบาลโอบามา มีนโยบาย Clean Power Plan (CPP) ด้วยการอุดหนุนงบประมาณเพื่อให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าว ยังมีข้อวิพากษ์ วิจารณ์ และหลายรัฐมีการฟ้องร้องต่อศาลสูงสหรัฐว่า เป็นนโยบายที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ล่าสุด ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่นายโดนัล ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพลับบริกัน ซึ่งหาเสียงมาตลอดว่า สนับสนุนพลังงานฟอสซิลได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ทำให้คาดการณ์ว่า นโยบาย CPP จะมีการเปลี่ยนแปลง
      อ่านบทความ เรื่อง ทำไม ‘ถ่านหิน’จึงยังเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก [Link]

 

โรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดที่ปล่อยมลสารใกล้ศูนย์ อย่างเช่นที่ใช้งานในสหรัฐ เป็นอย่างไร?

      ด้วยเทคโนโลยีสะอาดของโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับปี 1970 หรือ 46 ปีที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าถ่านหิน พลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของสหรัฐร้อยละ 33 มีอัตราการปล่อยมลสารทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซออกไซด์ของไนโตเจนลดลงถึงร้อยละ 90 โดยเฉพาะในรอบ 8 ปี ระหว่างปี 2005-2013 อัตราการปล่อยมลสารลดลงถึงร้อยละ 60
      เนื่องจากโรงไฟฟ้าต่างๆ มีการติดตั้งอุปกรณ์ดักจับที่ทันสมัย ทั้งเครื่องดักฝุ่น(ESP) เครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์(FGD) เครื่องดักจับก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน(SCR) และเครื่องดักจับไอปรอท(ACI) รวมทั้งระบบเผาไหมที่ทำให้เกิดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนต่ำ(Low NOx Burner) ทำให้แนวคิดโรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยมลสารใกล้ศูนย์ ( near zero emissions) ใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทุกขณะ
      สมาคมปอดแห่งสหรัฐอเมริกา (American Lung Association) ยังได้เผยแพร่รายงานผ่านเว็บไซต์ว่า จากรายงานคุณภาพอากาศในปี 2016 ของรัฐต่างๆ พบว่า 7 ใน 10 เมือง(counties) ที่คุณอากาศแย่ที่สุดของสหรัฐ อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งที่ในปี 2015 รัฐแคลิฟอร์เนีย(CA)ใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเพียงร้อยละ 0.3
      โรงไฟฟ้า John W. Turk ได้ชื่อว่าเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สะอาดที่สุด ตั้งอยู่ในรัฐ Arkansas ใช้เทคโนโลยีหม้อต้มแบบ Ultra supercritical ของบริษัท Babcock & Wilcox มีค่าความร้อน (Heat Rate) หรือความสิ้นเปลืองการใช้เชื้อเพลิง ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 16 ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อย CO2 ลงกว่าในอดีตมาก
      เทคโนโลยีสะอาดของโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านประสิทธิภาพและการป้องกันมลภาวะ แม้ว่าจะยังมีการปล่อย CO2 มากกว่าพลังงานอื่นๆ แต่ก็เป็นโรงไฟฟ้าหลักของระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น สนับสนุนให้การลดการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นไปตามเป้าหมาย โดยยังมีความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

FAQ Foreign CleanTechnology

FAQ Foreign USCleanCoalPlants

FAQ Foreign USMostPollutedCities

ที่มาข้อมูล : http://www.power-eng.com/…/…/america-s-best-coal-plants.html