เพราะเชื่อมั่นว่า “ความรู้” จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยผลักดันระบบไฟฟ้าของประเทศให้เกิดความมั่นคงได้ กฟผ. จึงไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรในองค์การเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 50 ปี จึงพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ ผ่านหลักสูตร “EGAT Academy” ซึ่งเป็นหลักสูตรเฉพาะของ กฟผ. ที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนา ตามแนวโน้มของตลาดพลังงานไฟฟ้าไทยและทั่วโลกอย่างเท่าทันสถานการณ์

     ย้อนไปเมื่อปี 2560 ทีมงาน EGAT Academy ได้มีโอกาสร่วมโครงการ EGAT Young@Heart และได้นำเสนอโครงการดังกล่าว ให้กับคณะกรรมการ กฟผ. ซึ่งได้รับความเห็นชอบและได้รับการคัดเลือก จนนำมาสู่การทดลองทำ Pilot Project ที่มีการจัดทำหลักสูตรเป็น 2 หลักสูตร โดยได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี จนกระทั่งมาถึงปี 2562 ก็ได้มีสมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาร่วมทีมเพิ่มขึ้น รวมแล้วประมาณ 13 คน การดำเนินการจัดอบรมจึงได้ขยายหลักสูตรเพิ่มอีก 5 หลักสูตร พร้อมทั้งยังได้จัดการอบรมภายในองค์กร (In-house Training) ให้กับบุคลากรของบริษัทจากต่างประเทศด้วย

     นางณัฐกฤตา เจตน์กุลธร หัวหน้าแผนกติดตามและประเมินผลโครงการ (หตป-ธ.) สังกัดผู้ช่วยผู้ว่าการโครงการธุรกิจเดินเครื่องและบำรุงรักษา (ชธค.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานพัฒนาธุรกิจ EGAT Academy และนายปรัชญา แก้วแหวน วิศวกรระดับ 6 ฝ่ายวิศวกรรมโรงไฟฟ้า (อวร.) ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงานพัฒนาธุรกิจ EGAT Academy เล่าว่า คนภายนอกคิดว่า กฟผ. มีหน้าที่ผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้ว กฟผ. ยังดูแลด้านระบบส่งและระบบไฟฟ้าของทั้งประเทศด้วย ดังนั้น EGAT Academy จึงเป็นหน่วยงานภายใต้ กฟผ. ที่จะช่วยพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งเมื่อบุคลากรมีความรู้ความสามารถมากขึ้น ก็จะนำความรู้ดังกล่าวไปพัฒนาโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ส่งผลดีต่อระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในภาพรวม ซึ่งการคัดเลือกหลักสูตรที่จะนำมาเปิดสอนนี้ จะผ่านการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงสภาพตลาดและความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยหลักสูตรของ EGAT Academy ไม่ได้เป็นเพียงหลักสูตรสำเร็จรูปทั่ว ๆ ไป ที่เหมือนกันในทุก ๆ ปี แต่เป็นหลักสูตรที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเก็บ Feedback จากลูกค้า จากนั้นก็จะนำมาพัฒนาและปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

     ด้วยประสบการณ์ด้านพลังงานไฟฟ้ากว่า 50 ปี ทำให้หลักสูตรของ กฟผ. ดังกล่าวนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากบุคคลภายนอก ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สมัครเข้ารับการอบรมเต็มทุกหลักสูตร ไม่เพียงเท่านี้ ยังได้รับการร้องขอให้เปิดหลักสูตรต่าง ๆ อีกมากมาย จนมีฐานลูกค้าที่กว้างมากยิ่งขึ้น จากที่เคยคิดไว้ว่ามีเพียงเฉพาะบุคลากรด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้า เช่น วิศวกร หรือ ช่าง เท่านั้น แต่ปัจจุบันมีหลากหลายอาชีพที่สนใจเข้ารับการอบรม ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษา ทนายความ หรือพนักงานธนาคาร เป็นต้น เพราะพวกเขาล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประสานงานด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าเช่นกัน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่า กฟผ. เอง ก็ได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย โดยล่าสุด EGAT Academy ได้ก้าวสู่ความท้าทายไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการเปิดอบรมภายในองค์กรให้กับบริษัทจากประเทศจีนใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน จึงถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าสำหรับก้าวใหม่ของ EGAT Academy ด้วย

     “การอบรมครั้งหนึ่งจะมีผู้เข้ารับการอบรมจากบริษัทต่าง ๆ หลักสูตรละประมาณ 35 คน ซึ่งพวกเขาจะได้เรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าจากวิทยากรซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ในด้านนั้นโดยตรง เช่น หลักสูตรสัญญาซื้อขายไฟฟ้าขั้นต้นสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำต่างประเทศ หลักสูตรระบบป้องกันอุปกรณ์โรงไฟฟ้า หลักสูตรเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าและการบำรุงรักษา ซึ่งหลังจากการฝึกอบรมทุกหลักสูตรแล้ว เราจะมีการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าอบรมทุกคน ทั้งในเรื่องหลักสูตร วิทยากร และการจัดการฝึกอบรม นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมด้วย โดยที่ผ่านมาระดับความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมนั้นมากกว่าร้อยละ 80 ในทุกหลักสูตร ทำให้เราเตรียมวางแผนที่จะเพิ่มหลักสูตรให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้นอีกในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น” นางณัฐกฤตา และนายปรัชญา เล่าเพิ่มเติม

     เมื่อโลกหมุนไป หลักสูตรการเรียนการสอนก็ต้องปรับไปให้เท่าทันกระแสของโลก EGAT Academy จึงมุ่งมั่นพัฒนาความรู้ด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้า ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนที่ทันสมัยขึ้น ซึ่งในอนาคตจะมีหลักสูตรด้านบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเพิ่มเข้ามา เพราะการบริหารโรงไฟฟ้าต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ทั้งในเรื่องของการผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิง รวมไปถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าในอนาคต ทั้งพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) และเทคโนโลยี Blockchain รวมถึงรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละหลักสูตร ซึ่งจะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ทั้งการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ภาพเสมือน 3 มิติ (Augmented Reality หรือ AR) และโลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนศึกษาอยู่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

     องค์ประกอบต่าง ๆ นี้ จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่จะทำให้ภาพของ EGAT Academy เด่นชัดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า กฟผ. จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศไทยเท่านั้น เพราะความรู้ความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่มีอยู่ บวกกับความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากประสบการณ์ต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน ทำให้เส้นทางของ EGAT Academy น่าจะสามารถก้าวไปได้อีกไกลและเติบโตจนเป็นที่รู้จักในนานาประเทศ ซึ่งในอนาคต กฟผ. มีความมุ่งหวังให้ EGAT Academy เป็นเสมือนสถาบันการเรียนรู้ด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่อไป