กฟผ. สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะ “องค์กรที่มีความเป็นเลิศในกิจการถ่านหินของอาเซียน” ในเวที ASEAN Coal Awards 2019 คว้า 3 รางวัลชนะเลิศ ประเภท CCT Utilization, CSR และ Special Submission และ 1 รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ประเภท CSR ตอกย้ำการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

         วานนี้ (4 กันยายน 2562) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในงานกาล่าดินเนอร์ของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 37 ซึ่งภายในงานมีพิธีมอบรางวัล ASEAN Coal Awards 2019 จัดขึ้นโดย ASEAN center for Energy commitee เพื่อคัดเลือกองค์กรที่มีความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ของกิจการถ่านหินของไทยและเคยได้รับรางวัล Thailand Coal Awards 2018 แสดงถึงความเป็นองค์กรที่มีผลงานดีเด่นในกิจการด้านถ่านหิน การขนส่ง การใช้ประโยชน์ถ่านหิน การใช้เทคโนโลยีสะอาดด้านถ่านหิน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มาร่วมประกวดในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ นายบุญทวี กังวานกิจ รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร และพนักงาน เป็นผู้แทน กฟผ. เข้ารับรางวัลจากเวทีดังกล่าว จำนวน 4 รางวัล นอกจากนี้ภายในงานมีองค์กรที่ดำเนินกิจการถ่านหินจากทั่วภูมิภาคอาเซียนกว่า 70 หน่วยงานเข้าร่วมงาน ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ

         สำหรับผลงาน Dust Killer Box หรือ กล่องพิฆาตฝุ่น ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นผลงานนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นและนำมาใช้ในการขุด-ขน และลำเลียงถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง โดยคำนึงถึงผลกระทบจากการดำเนินงานต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนโดยรอบเหมืองแม่เมาะเป็นสำคัญ ซึ่งหลังจากการใช้งานกล่องพิฆาตฝุ่นในพื้นที่ดังกล่าว พบว่า ปริมาณฝุ่นถ่านลดลงเหลือไม่เกิน 5%ความทึบแสง ซึ่งดีกว่าค่ามาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ ไม่เกิน 20%ความทึบแสง อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและประหยัด เนื่องจากสามารถนำฝุ่นถ่านที่เก็บไว้ในตัวเครื่องมาใช้ผสมกับถ่านคุณภาพดีและนำกลับมาใช้ได้อีกครั้งด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือผลงานการปรับปรุงหม้อน้ำของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด โดยนำร่องที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 12 แล้วเมื่อปี 2557 เพื่อรองรับการเผาถ่านลิกไนต์ที่มีแคลเซียมออกไซด์ 30% ได้โดยไม่มีการลดกำลังการผลิต ทำให้ กฟผ. ไม่สูญเสียโอกาสในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อนำไปใช้งานกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 8 – 11 ต่อไป

         ในส่วนของการดำเนินงานด้าน CSR กฟผ. มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่เป็นสำคัญ โดยมีการสำรวจความต้องการและความคาดหวังของชุมชนเป็นประจำทุกปี เพื่อนำมาปรับปรุงการดำเนินงานด้าน CSR ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนมากที่สุด รวมถึงได้น้อมนำศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนสู่แนวทางในการปฏิบัติ โดยครอบคลุมการดำเนินงาน 3 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรมด้านชุมชน โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศไทย อาทิ การนำวัตถุพลอยได้ ซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าไปต่อยอดพัฒนานวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจชุมชน และทำให้ชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า กฟผ. มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

         “กฟผ. มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ประชาชนมีไฟฟ้าอย่างเพียงพอและทั่วถึง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการใส่ใจดูแล และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป” นายบุญทวี กังวานกิจ กล่าวในที่สุด