ในตอนที่ 6 ได้กล่าวถึง โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งเป็นอีกต้นแบบหนึ่งในการนำศาสตร์พระราชาและหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้ ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการน้ำและพื้นที่ทำการเกษตรมีความสมดุลขึ้น สร้างความเป็นอยู่ที่ดีและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ซึ่งในตอนที่ 7 นี้ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรืออาจารย์โก้ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของพื้นที่ที่มีการพัฒนาด้วยศาสตร์พระราชา พร้อมกล่าวถึงความร่วมมือของ กฟผ. ในการนำศาสตร์พระราชาไปใช้กับพื้นที่รอบ 7 เขื่อนพระนาม 3 โรงไฟฟ้า เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย

         การนำศาสตร์พระราชามาใช้อย่างเป็นระบบ นำมาซึ่งความสำเร็จ

         จังหวัดน่าน เป็นจังหวัดที่มีปัญหาสภาพพื้นที่สวนลำไยทรุดโทรม มีสารเคมีในปริมาณสูงมาก ปัจจุบันกลายมาเป็นสวนลำไยที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยเฉพาะผลผลิตลำไยลูกโต ๆ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านที่ช่วยกันขุดดิน ถมดิน ปลูกป่าปลูกพืช นำมาซึ่งประโยชน์อย่างหลากหลาย โดยในพื้นที่เขาหัวโล้นของจังหวัดน่านก็กลายมาเป็นพื้นที่สีเขียว ด้วยการปลูกป่าและการคำนวณปริมาณน้ำให้มีความเหมาะสม

         ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยที่มีการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ บางประเทศก็ได้เริ่มเรียนรู้ศาสตร์พระราชาจากประเทศไทย เช่น สปป.ลาว ที่ได้นำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ในการปลูกข้าว ประเทศไนจีเรียที่ใช้ในการปลูกข้าวโพด หรือบางประเทศที่เป็นทะเลทราย ทะเล มีแหล่งน้ำเค็ม มีปัญหาในการทำการเกษตร ก็นำศาสตร์พระราชามาใช้เปลี่ยนน้ำเค็มให้เป็นน้ำกร่อย เปลี่ยนน้ำกร่อยให้เป็นน้ำจืด แล้วจึงปลูกพืชได้ไม่ต่างจากพื้นที่ทั่วไป

         จะเห็นได้ว่าการออกแบบที่ดีและมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่นานนักก็เห็นผลได้ชัดเจน ต่างจากที่เข้าใจกันว่าการทำเกษตรอินทรีย์นั้นจะต้องรอผลผลิตอีกหลายปี การลงมือทำแม้ว่าจะได้ทีละเล็กละน้อย แต่เมื่อขยายผลออกไปก็จะทำให้มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น เช่น มีพื้นที่จำนวน 80 ไร่ ก็ให้เริ่มทำก่อน 20 ไร่ เมื่อทำได้แล้วก็ให้ขยายผลออกไป จากเขาหัวโล้นก็จะเปลี่ยนเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์และเป็นพื้นที่ทำกินในที่สุด

         พื้นที่อุดมสมบูรณ์ สร้างอาหาร ผลผลิต และรายได้ให้กับชุมชน

         พื้นที่เขาหัวโล้นที่ได้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตที่เคยได้จากการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์มีเพิ่มมากขึ้น จากที่ผ่านมาพบว่าชาวบ้านเคยเก็บน้ำผึ้งได้ไม่เกิน 80–200 ขวดต่อปี ปัจจุบันสามารถเก็บได้ถึง 1,800 ขวด ซึ่งเมื่อมีผลผลิตดังกล่าวแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ สร้างมูลค่า โดยสอนให้ชาวบ้านสามารถคัดแยกผลผลิต จำหน่ายและจัดส่งสินค้า รวมถึงติดต่อด้านธุรกิจด้วยตนเอง และที่สำคัญคือต้องมีการวางแผนการผลิตต่อปี ประมาณการรายได้ ทำวิจัย นำความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ มาปรับใช้และประมวลผล เพื่อวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ได้ทำไปนั้นตอบโจทย์หรือไม่ ซึ่งข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์นี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา เพราะหากทำสำเร็จก็จะเป็นการยืนยันให้ทั้งโลกได้เห็นว่านี่คือทางรอดของโลกในยุคที่กำลังเผชิญกับปัญหาภัยคุกคามจากการพัฒนาโดยมุ่งเน้นแต่การเจริญเติบโตเป็นที่ตั้ง

         เรียนรู้การแก้ปัญหาที่ถูกทาง คือต้องลงไปทำในพื้นที่ที่เกิดปัญหา

         จากการลงพื้นที่ร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในการนำศาสตร์พระราชาและเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ พบว่า จากพื้นที่จำนวน 8,000 ไร่ ได้ขยายเป็นผืนป่าแล้วจำนวนกว่า 20,000 ไร่ ซึ่งสิ่งที่ได้ตามมาก็คืออุณหภูมิของโลกที่มีค่าเฉลี่ยลดลง มีปริมาณความชื้นสัมพัทธ์สูงขึ้น มีการไหลบ่าของน้ำน้อยลง มีฝนตกมากขึ้น รวมไปถึงมีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำมากยิ่งขึ้น และยังไหลออกแม้ว่าฝนจะหยุดลงไปแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าหลักการดังกล่าวนี้สามารถฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้ จึงสรุปได้ว่าการแก้ปัญหาที่ถูกทาง ต้องเป็นการลงไปในพื้นที่ที่เกิดปัญหา แล้วสอนวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องให้กับคนในพื้นที่ ไม่ใช่การนำคนในพื้นที่มาเรียนรู้ในที่ที่จัดไว้ให้ เพราะนั่นจะทำให้เราไม่ได้สัมผัสปัญหาโดยตรงและยังคงแก้ปัญหาอย่างไม่ถูกจุด โดยต้องเริ่มจากการสร้างคนผ่านชุดความรู้ 3 ชุด ได้แก่ 1) ชุดความรู้ด้านศาสตร์พระราชา 2) ชุดความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3) ชุดความรู้ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งจะต้องนำมาเชื่อมโยงกันโดยมีเป้าหมายคือการรักษาดิน ฟื้นฟูน้ำ รักษาพันธุ์พืช และการพัฒนาคน

         กฟผ. กับบทบาทในการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา

         กฟผ. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้ให้การสนับสนุนการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา โดยได้เตรียมขับเคลื่อนแผนงานทั้งในระดับประเทศ ระดับลุ่มน้ำ และระดับพื้นที่ ซึ่ง กฟผ. มี 7 เขื่อนพระนาม และ 3 โรงไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งพื้นที่ล่าสุดที่ กฟผ. ภาคีเครือข่าย รวมไปถึงจิตอาสา ได้นำความรู้ด้านศาสตร์พระราชาและเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่ที่ประสบปัญหาคืออำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำเป็นเขาหัวโล้น เมื่อชาวบ้านพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงก็ได้ลงมือปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน มีการวางแผนงานในชุมชน โดยให้ชาวบ้านนำเสนอความคิด จนได้ข้อสรุปว่าจะต้องใช้หลักเกษตร 2 ขา คือ การทำเกษตรแบบอุตสาหกรรม เช่น อ้อย ข้าวโพด ไผ่ ปาล์ม ข้าว ยางพารา มัน กาแฟ และเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ใช้การจัดสรรพื้นที่ทำกินของเกษตรกรควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชน นำเทคนิคต่าง ๆ มาใช้แก้ปัญหาสารเคมี นอกจากนี้ยังต้องออกแบบรองรับให้เกิดการท่องเที่ยว ซึ่งศาสตร์พระราชานี้จะทำให้รายได้ของคนในชุมชนมากขึ้นอย่างเห็นผลได้ชัด

         นับว่าเป็นเรื่องดีที่กลุ่มผู้นำและชาวบ้านอำเภอแม่แจ่มได้เห็นความสำคัญของศาสตร์พระราชา ลุกขึ้นมาเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน ด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาพื้นที่อย่างไม่รอช้า ทำให้พวกเขาเข้าใกล้ความสำเร็จเร็วขึ้น ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือนและถนนด้วยตนเอง การแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าโดยลดจำนวนการเผาลง และการทำฝายเพื่อไม่ให้ตะกอนดินลงไปทับถมในเขื่อน ทำให้สิ่งที่ได้มาคือการพลิกฟื้นคืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีน้ำไหลมาอย่างไม่ขาดสาย โดยที่ผ่านมาการทำฝายในลักษณะนี้ประสบความสำเร็จไปแล้วประมาณ 24,000 ฝาย และคาดว่าจะไปสู่ 50,000 ฝายในประเทศไทยได้ไม่ยาก นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของประเทศไทยที่ชาวบ้านจะลุกขึ้นมาช่วยกันสร้างผลผลิตที่ล้ำค่าจากการใช้ศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในพื้นที่

         กฟผ. ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ด้วยการพัฒนาคน

         การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาคนให้มีความรู้ในเรื่องศาสตร์พระราชา การสร้างศูนย์ให้ความรู้หรือศูนย์ฝึกในพื้นที่ กฟผ. ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะส่งเสริมการพัฒนาคนในชุมชนโดยรอบได้ โดยเน้นทั้งหมด 4 เรื่อง ได้แก่ คน ความรู้ เครือข่าย และขยายผล ซึ่ง กฟผ. จะต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ลำดับพื้นที่ที่มีความสำคัญ และลงพื้นที่ให้ความรู้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้เข้าใจจนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยต้องเก็บฐานข้อมูลและทำการวิจัยในแต่ละพื้นที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อนำมาปรับปรุงในสิ่งที่ขาดเหลือ เพราะแต่ละพื้นที่นั้นมีสภาพไม่เหมือนกัน จึงมีวิธีแก้ไขปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็จะมีการขยายผลสู่ระดับนานาชาติเพื่อให้คนทั้งโลกนำไปเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาต่อไป

         สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฝากเอาไว้ให้กับแผ่นดินนั้นมีมากมาย แต่ยังขาดผู้ที่คอยประมวลความรู้ของพระองค์ท่านแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นบทเรียน การร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานใหญ่ ๆ รวมไปถึง กฟผ. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับพี่น้องชาวไทยให้ร่วมเดินไปด้วยกันได้อย่างตรงจุด และคงไม่ยากเกินความสามารถของเราที่จะร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และความยั่งยืนของโลก

         ที่มา : การบรรยาย “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลก” โดย ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วันที่ 20 กันยายน 2562 ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานใหญ่ กฟผ.