20150811-A02-01

          วันนี้ (11 สิงหาคม 2558) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ศ.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ คณบดี กล่าวเปิดการแถลงข่าวว่า จากประเด็นปัญหาพลังงานในปัจจุบัน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการของประเทศ ควรมีบทบาทในการให้ความคิดแก่สังคม ทั้งเรื่องของพลังงาน หรือสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของข้อมูลต่างๆ บนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อให้เกิดมุมมองครบถ้วนทุกมิติ หรือที่เรียกว่า 3E 1S คือ พลังงาน เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งทั้ง 4 ส่วนนี้ จะต้องมีความสมดุลกัน ไม่ใช่เรื่องของการมาเอาแพ้ชนะ เพราะเชื่อว่า ข้อมูลและเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้

20150811-A02-02

ศ.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์

          รศ.ดร. ภิญโญ มีชำนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม กล่าวว่า เมืองไทยควรกำหนดแนวทางในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างจริงจัง และควรเดินหน้าสร้างสมดุลย์การใช้พลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนถึงข้อดีข้อเสียของแหล่งที่มาเพื่อการผลิตพลังงาน ซึ่งหากจัดการอย่างได้อย่างถูกต้อง ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มร้อย

20150811-A02-03

รศ.ดร. ภิญโญ มีชำนะ

          “การที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะเลือกเชื้อเพลิงชนิดใดและโรงไฟฟ้าแบบไหน จะมีเหตุและปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความจำเป็นของแต่ละประเทศมาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจเสมอ เพื่อให้ได้ “ค่าไฟฟ้า” ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้”

          ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าชนิดใดก็ตาม ต่างก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น กรณีของประเทศไทยนั้นการเลือกใช้เชื้อเพลิง ควรคำนึงว่าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเกณฑ์ที่สังคมยอมรับได้ นอกจากนั้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า ควรได้รับการชดเชย อย่างเหมาะสม จนเป็นที่ยอมรับ”

          เกี่ยวกับแนวทางในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทยนั้น ควรพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าฐานหรือโรงไฟฟ้าหลัก จากแหล่งพลังงานที่ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยถูกราคา พลังงานเสถียร มั่นคง จัดหาได้ง่าย และผลิตได้สม่ำเสมอ เช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ หรือผสมผสานกัน ส่วนโรงไฟฟ้าเสริม ควรใช้ ก๊าซ น้ำมัน เขื่อน ชีวมวล ลม หรือแสงอาทิตย์ โดยพิจารณาข้อเด่นและข้อด้อยของแหล่งพลังงานที่นำมาใช้

          ในขณะที่ รศ.ดร. สุธา ขาวเธียร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงแนวทางการจัดการกากของเสียที่เกิดจากเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าว่า การใช้งานถ่านหินในประเทศไทยส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้า อุตสาหกรรมผลิตซีเมนต์ เป็นต้น กระบวนการเผาถ่านหินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์จะก่อให้เกิดมลพิษ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง เป็นต้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดของเสียจำพวกเถ้าถ่านหิน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เถ้าลอย และเถ้าหนัก โดยสัดส่วนเถ้าลอยต่อเถ้าหนักเป็น 9:1 โดยน้ำหนัก เถ้าถ่านหินมีองค์ประกอบหลัก คือ ซิลิก้า (Silica) อลูมิน่า (Alumina) และเหล็กออกไซด์ (Ferric oxide) และอาจมีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ เช่น สารหนู ตะกั่ว สังกะสี เป็นต้น

20150811-A02-04

รศ.ดร. สุธา ขาวเธียร

          “เนื่องจากเถ้าถ่านหินจัดเป็นของเสียอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ในหมวดรหัสของเสีย 10 01 คือเป็นของเสียจากการผลิตไฟฟ้าและโรงงานที่มีกระบวนการเผาไหม้ ทั้งในรูปแบบของของเสียที่ไม่เป็นอันตราย และของเสียที่เป็นอันตรายประเภท HM การนำเถ้าถ่านหินออกจากโรงงานอุตสาหกรรมจึงต้องรายงานปริมาณ และวิธีการนำไปกำจัดต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่แล้ว วิธีการกำจัดเถ้าถ่านหินคือการนำไปฝังกลบอย่างถูกหลักวิชาการ ในปัจจุบันจึงเริ่มมีกระบวนการในการนำเถ้าถ่านหินกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนำเอาเถ้าถ่านหินมาเป็นส่วนประกอบของอิฐมวลเบา ส่วนประกอบของคอนกรีต เป็นต้น ซึ่งเป็นการลดภาระให้กับสิ่งแวดล้อม และเป็นการลดปริมาตรของหลุมฝังกลบ รวมถึงลดภาระการกำจัดของเสียขั้นสุดท้ายด้วย” รศ.ดร. สุธา ขาวเธียร กล่าว

          ด้าน รศ.ดร. ศิริมา ปัญญาเมธีกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการจัดการด้านมลพิษทางอากาศ ที่เกิดจากเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าว่า การจัดกลุ่มของโรงไฟฟ้าด้วยเรื่องของเชื้อเพลิงนั้น แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1. โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิง และ
2. โรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้เชื้อเพลิง
ซึ่ง ไม่ว่าจะทำการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าประเภทใด ก็มีข้อดีและข้อด้อยเกิดขึ้นทั้งสิ้น

20150811-A02-05

รศ.ดร. ศิริมา ปัญญาเมธีกุล

          แม้ว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าจะก่อให้เกิดมลพิษน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ แต่การเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติ ก็ยังก่อให้เกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก การใช้ถ่านหินซึ่งมีปริมาณสำรองจำนวนมากและราคาถูก แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินกลับเป็นทางเลือกที่ถูกสะท้อนข้อเสียมากกว่าข้อดี

          สำหรับแนวทางการจัดการมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงควรเริ่มจาก
1. การใช้เชื้อเพลิงคุณภาพสูง
2. การใช้กระบวนการผลิตไฟฟ้าแบบเผาไหม้สมบูรณ์
3. การติดตั้งและเปิดอุปกรณ์ระบบควบคุมมลพิษต่างๆ เช่นระบบบำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ระบบบำบัดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ระบบกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงระบบดักจับฝุ่นละอองและเถ้าที่เกิดจากการเผาไหม้
4. การจัดการผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากระบบบำบัดอย่างเหมาะสม และ
5. การตรวจติดตาม เฝ้าระวังพารามิเตอร์ต่างๆ ที่ผ่านระบบบำบัดแล้ว โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อความปลอดภัยของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

          รศ.ดร. ศิริมา ปัญญาเมธีกุล กล่าวถึงแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐนำไปประกอบการพิจารณาและกำหนดยุทธศาสตร์พลังงานของไทยในอนาคต ว่า แนวทางที่กล่าวข้างต้นพิจารณาในมิติของการใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุมมลพิษเท่านั้น แต่การสร้างความมั่นคงและสมดุลทางพลังงาน ที่คำนึงถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมนั้น ผู้บริหารประเทศต้องกำหนดยุทธศาสตร์พลังงาน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยแสดงข้อดีและข้อเสียแยกตามประเด็นต่างๆ ได้แก่ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเทคโนโลยี ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับกับภาระค่าไฟที่ต้องเกิดขึ้นกับทางเลือกนั้นๆ

          รศ.ดร. ศิริมา ยังได้กล่าวถึงประเด็นสารปรอทว่า มีหลายรูปแบบทั้งที่เป็นก๊าซ อนุภาคต่างๆ สารอินทรีย์และอนินทรีย์ กระบวนการตรวจสอบมีความซับซ้อน และถึงแม้เราจะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีว่า สามารถกำจัดได้ทำให้มีน้อยมาก แต่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา

          ด้าน ผศ.ดร. ชัยพร ภู่ประเสริฐ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวปิดการแถลงข่าวว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะให้องค์ความรู้แก่ชุมชนและประชาชนในด้านวิศวกรรม แต่ไม่ขอฟันธงว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี ขอเป็นผู้ให้ความรู้ทางวิชาการทางด้านวิศวกรรมเท่านั้น และจะไม่ขอกล่าวถึงเรื่องอื่นที่ไม่เชี่ยวชาญ

20150811-A02-06

ผศ.ดร. ชัยพร ภู่ประเสริฐ

          “อย่างไรก็ตามในฐานะวิศวกรสิ่งแวดล้อม ขอเรียนว่า การออกแบบกระบวนการหรือวิธีการบำบัดมลพิษ เป็นเพียงแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งคือ การติดตามตรวจสอบและทำให้มั่นใจว่า สิ่งที่ดำเนินงานอยู่ เป็นไปอย่างถูกต้อง ซึ่งภาคประชาชนภาคชุมชนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากขึ้น อย่าปล่อยให้โรงไฟฟ้าทำงานไปฝ่ายเดียว” ผศ.ดร. ชัยพร กล่าวในที่สุด