ประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย ญี่ปุ่น หรืออาเซียน ต่างปรับแนวทางเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิตไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็ขยับตัว ปรับสมดุลพลังงานด้วยการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และหันมาพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด

20151112-A01-01

โรงไฟฟ้า Isogo ประเทศญี่ปุ่น ตัวอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี Ultra-Supercritical เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดของโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบัน ช่วยลดการปล่อย CO2
https://www.masterresource.org/coal/clean-coal-plant-today/

          การใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าของเอเชียหลายประเทศมีแนวโน้มลดลง สวนทางกับการเพิ่มขึ้นของการใช้ถ่านหิน ในปี 2015 แค่ปีเดียว ทวีปเอเชียมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างเสร็จไปแล้วและกำลังก่อสร้างรวมกว่า 500 โรง และยังมีแผนในอนาคตจะสร้างเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1,000 โรง เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถูกกว่าก๊าซธรรมชาติ และมีแหล่งถ่านหินกระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่จะใช้เทคโนโลยีสะอาดที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

          ขณะที่หลายประเทศได้กำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ภายใต้กรอบและแนวทางของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับการที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในเอเชียกำลังทะยานขึ้นด้วยเช่นกัน

20151112-A01-02

ภาพฟาร์มกังหันลมในเมือง xinjiang ประเทศจีน
https://en.wikipedia.org/wiki/File:Wind_farm_xinjiang.jpg

          ในปี 2014 จีนยังคงพึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 72 พร้อมๆ กับเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ด้วยเงินลงทุนมหาศาลมากกว่าปี 2013 ถึงร้อยละ 31 กำลังผลิตที่เพิ่มส่วนใหญ่มาจากกังหันลมและน้ำ จีนประกาศว่าการปล่อย CO2 ของประเทศจะสูงขึ้นในช่วงสั้นๆ แต่หลังจากปี 2030 จะลดลงอย่างรวดเร็ว

20151112-A01-03

สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของประเทศจีนในปี 2014 (ข้อมูล: The World Bank Development Indicators)

20151112-A01-04

คนงานกำลังทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ที่มีกว่า 36,000 แผง ที่ฟาร์มแสงอาทิตย์ Azure ในเมือง Khadoda ประเทศอินเดีย
(http://www.nytimes.com/2011/12/29/business/energy-environment/in-solar-power-india-begins-living-up-to-its-own-ambitions.html?_r=0)

          อินเดีย ใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้ามากกว่าร้อยละ 70 เช่นกัน และได้ประกาศแผนลดการปล่อย CO2 ให้ได้ร้อยละ 33 - 35 ในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2005 แผนการนี้ อินเดียเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ โดยอินเดียจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ลม น้ำและนิวเคลียร์รวมกันร้อยละ 40 ในปี 2030 พร้อมกับจะปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับ CO2 ให้ได้ 2,500 – 3,500 ล้านตัน

20151112-A01-05

กราฟแสดงสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของอินเดียในปี 2014 (ข้อมูล :The World Bank Development Indicators)

          สำหรับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ที่แม้ปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนมากที่สุด แต่ถ่านหินกลับเป็นทางเลือกสำคัญของภูมิภาค เนื่องจากแหล่งก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคลดลง และราคาก๊าซ LNG สูงขึ้น องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) คาดการณ์ว่า เมื่อถึงปี 2040 อาเซียนจะมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 400,000 เมกะวัตต์ ซึ่งร้อยละ 40 เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของอาเซียนจะเพิ่มจากร้อยละ 32 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 50 และสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติจะลดลงจากร้อยละ 44 เป็นร้อยละ 26 ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานของอาเซียนเพิ่งประกาศ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2015 ว่า อาเซียนจะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 23 ในปี 2030 พร้อมตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 20 ในระยะเวลา 10 ปี

20151112-A01-06

สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เปรียบเทียบระหว่างปี 2010 และคาดการณ์ปี 2035
(ข้อมูลจาก Energy Outlook for Asia and the Pacific 2013) http://adb.org/sites/default/files/pub/2013/energy-outlook.pdf

          สำหรับประเทศญี่ปุ่น มีนโยบายมุ่งสร้างสมดุลการใช้เชื้อเพลิงก๊าซ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ แต่นับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ฟุกุชิมา ญี่ปุ่นจำต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และหันมาพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ในสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างมาก ปัจจุบัน ญี่ปุ่นผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินร้อยละ 30 ก๊าซ LNG ร้อยละ 43 น้ำมันร้อยละ 12 แต่ในปี 2030 ญี่ปุ่นจะปรับแผนพลังงานกลับมารักษาสมดุลการใช้เชื้อเพลิงอีกครั้ง โดยจะมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินใกล้เคียงกับปัจจุบันคือร้อยละ 26 ส่วน LNG และน้ำมันลดลงมาเหลือร้อยละ 27 และร้อยละ 3 ตามลำดับ และจะกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์ในสัดส่วนร้อยละ 20 - 22 พร้อมกับเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 22-24 โดยมีเป้าหมายลด CO2 ให้ได้ร้อยละ 20 ในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2005

20151112-A01-07

สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่นในปี 2014 และเปรียบเทียบแผนในปี 2030
http://www.world-nuclear-news.org/NP-Plan-sets-out-Japans-energy-mix-for-2030-0306154.html

          ตามแผน PDP2015 ประเทศไทยมีแผนใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 20 -25 ในอีก 20 ปีข้างหน้า สูงกว่าปัจจุบันเล็กน้อยที่มีสัดส่วนการใช้ถ่านหินร้อยละ 20 โดยจะลดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติจากกว่าร้อยละ 70 ในปัจจุบัน เหลือร้อยละ 30 – 40 และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 20

20151112-A01-08

          การสร้างสมดุลเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า พร้อมๆกับสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้น นับเป็นวิถีทางการพัฒนาพลังงานเอเชีย ซึ่งไม่เพียงเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในการต่อสู้กับปัญหาสภาวะภูมิอากาศอีกด้วย

ผู้แปล สุภร เหลืองกำจร

แปลและเรียบเรียงจาก บทความ “Natural gas losing its shine as Asia holds faith in coal power”
(http://www.reuters.com/article/2015/11/03/us-asia-energy-power-idUSKCN0SS0IF20151103 #8dMHR48C6pg6OMgA.97)