20161121-A01-01

นครโฮจิมินห์ เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนาม และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
http://www.ahvietnam.com/economy/

          รัฐบาลเวียดนามตัดสินใจยกเลิกแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกของประเทศ ที่ก่อนหน้านี้ถูกเลื่อนออกไปหลายครั้ง เนื่องจากแหล่งพลังงานชนิดอื่นมีราคาถูกลง โดยเฉพาะถ่านหิน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดน้อยลงจากการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลได้ยื่นข้อเสนอที่จะยกเลิกโครงการดังกล่าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับอนุมัติสิ้นเดือนนี้

          เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากเห็นความจำเป็นที่จะช่วยรองรับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเวลานั้น และช่วยเสริมถ่านหินและน้ำซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า

          เมื่อ พ.ศ. 2552 สภานิติบัญญัติแห่งชาติของเวียดนามได้อนุมัติแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง กำลังผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ในจังหวัดนินห์ถ่วน (Ninh Thuan) ที่ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศ โดยรัฐบาลได้เลือกบริษัท Rosatom ซึ่งเป็นบริษัทไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศรัสเซีย และบริษัท Japan Atomic Power ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า พร้อมกับได้ลงนามสัญญากู้เงินจำนวน 8 พันล้านเหรียญสหรัฐจากประเทศรัสเซียเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าโรงแรก

20161121-A01-02

ภาพจำลองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นินห์ถ่วน
http://www.powermag.com/vietnam-delays-nuclear-power-plant-construction/

          เดิมทีกำหนดการก่อสร้างจะเริ่มในปี 2557 แต่ถูกเลื่อนออกไปหลายครั้ง และเมื่อช่วงต้นปี 2558 มีการแถลงว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าอาจจะเลื่อนออกไปจนถึงปี 2562 ด้วยเหตุผลเรื่องข้อคำนึงด้านความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุกับโรงไฟฟ้าฟุกุชิมา ไดอิจิ ประเทศญี่ปุ่น

          “ปัจจุบัน พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถแข่งขันกับพลังงานประเภทอื่นได้ และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพึ่งพลังงานนี้” Duong Quang Thanh ประธานกลุ่มรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าแห่งเวียดนามซึ่งรับผิดชอบโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวท้องถิ่น นาย Thanh ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ราคาน้ำมันและถ่านหินถูกกว่าช่วงที่มีการยื่นเสนอโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่มาก โดยราคาน้ำมันดิบและถ่านหินในประเทศได้ตกลงมาประมาณร้อยละ 50 จากปี 2553

          ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยระหว่างปี 2554-2558 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.84 ต่อปี ต่ำกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 6.5-7 และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับลดเป้าการเติบโตในปีนี้ลงเหลือประมาณร้อยละ 6.3-6.5

          เศรษฐกิจที่ไม่เติบโตเท่าที่ควรส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน ซึ่งนาย Thanh ระบุว่า ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ต่อปีในช่วงปี 2559-2563 น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงก่อนหน้าที่ร้อยละ 17-20

          ส่วนหนี้สาธารณะของประเทศ ที่เกือบจะชนเพดานร้อยละ 65 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นอีกเหตุผลที่ต้องยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยนาย Cao Si Kiem สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศเวียดนามกล่าวว่า “การเดินหน้าตามแผนจะยิ่งเพิ่มการก่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากเวียดนามจำเป็นต้องกู้เงินตราต่างประเทศในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า”

20161121-A01-03

ซ้าย : กราฟแสดงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของเวียดนามปี 2557
ขวา : กราฟแสดงกำลังผลิตติดตั้งของเวียดนามปี 2557
https://energypedia.info/wiki/Vietnam_Energy_Situation

          ทั้งนี้ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามได้กล่าวเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เวียดนามจะพึ่งพาการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าไปอีกหลายปี กำลังผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินจะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55 ในอีก 10 ปีข้างหน้า เทียบกับปัจจุบันที่อยู่ประมาณร้อยละ 30

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร
ที่มา http://www.wsj.com/articles/vietnam-scraps-plans-for-its-first-nuclear-power-plants-1478754942