รายงานฉบับล่าสุดของ AEMO (Australian Energy Market Operator) หน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงานออสเตรเลียยืนยัน สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าที่สูง เป็นปัจจัยทำให้ออสเตรเลียใต้เผชิญไฟฟ้าดับทั้งรัฐ เมื่อเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมา

20161219-A01-01

ออสเตรเลียใต้ทั้งรัฐต้องตกอยู่ในความมืด เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

          รายงานดังกล่าวเป็นรายงานฉบับที่ 3 ของ AEMO ที่จัดทำขึ้นเพื่อหาสาเหตุของไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในช่วงที่มีพายุเข้าโจมตีรัฐออสเตรเลียใต้ โดยรายงานฉบับก่อนหน้านี้ระบุว่า สายส่งไฟฟ้าแรงสูงถูกทำให้เสียหายโดยพายุ ซึ่งส่งผลให้เกิดการลัดวงจรเป็นลูกโซ่ และสุดท้ายทำให้สายส่ง Heywood ที่เชื่อมกับเครือข่ายของประเทศหลุดออกจากระบบ

20161219-A01-02

สายส่งไฟฟ้า Heywood เชื่อมระหว่างรัฐออสเตรเลียใต้(SA)และรัฐวิคตอเรีย(VIC)
https://www.electranet.com.au/wp-content/uploads/resource/2016/06/20140901-Factsheet-HeywoodInterconnector.pdf

          ด้วยเหตุนี้เอง รัฐออสเตรเลียใต้ทั้งรัฐจึงโดนตัดขาดออกจากเครือข่ายระบบส่งไฟฟ้าของประเทศ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถี่ของระบบไฟฟ้าในรัฐอย่างรวดเร็ว ซึ่งระบบป้องกันได้ทำงาน บังคับให้โรงไฟฟ้าทั่วทั้งรัฐต้องหยุดการผลิต และหลุดออกจากระบบ

          ในอดีต การเปลี่ยนแปลงของความถี่ในระบบ ที่เป็นผลจากความขัดข้องของสายส่ง มักจะถูกแก้ไขด้วยวิธี load shedding (ตัดการจ่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีผลกระทบน้อยที่สุดออกบางส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพส่วนใหญ่ของระบบให้คงอยู่)

          แต่รายงานสาเหตุไฟฟ้าดับในรัฐออสเตรเลียใต้ ฉบับล่าสุดของ AEMO เมื่อเดือนกันยายน ระบุว่า “ในช่วงที่ทั้งรัฐถูกตัดขาดออกจากเครือข่ายระบบส่งของประเทศ สัดส่วนของกำลังผลิตโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงดั้งเดิม (เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมัน) ที่มีอยู่ในระบบไฟฟ้าของออสเตรเลียใต้มีน้อยเกินไป ประกอบกับการตอบสนองที่ช้าเกินไปของระบบควบคุมกำลังไฟฟ้า ทำให้ท้ายที่สุดเกิดการเปลี่ยนแปลงความถี่ของระบบไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และเกิดไฟฟ้าดับทั้งระบบตามมา”

20161219-A01-03

ฟาร์มกังหันลม Wattle Point กำลังผลิต 91 เมกะวัตต์ หนึ่งในฟาร์มกังหันลมในรัฐออสเตรเลียใต้
http://reneweconomy.com.au/biggest-battery-storage-array-mooted-for-south-australia-wind-farm-15699/

          โดยก่อนหน้าที่จะเกิดไฟฟ้าดับ ระบบไฟฟ้าของออสเตรเลียใต้ มีกำลังผลิตของพลังงานลมที่จ่ายอยู่ในระบบ 883 เมกะวัตต์ (จากกำลังผลิตทั้งหมด 1,576 เมกะวัตต์) และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเชื้อเพลิงดั้งเดิมมีเพียง 330 เมกะวัตต์ และมีไฟฟ้าที่ส่งมาทางเครือข่ายของประเทศอีก 613 เมกะวัตต์ ซึ่งใกล้เต็มพิกัด ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดของรัฐ เช่น Pelican Point ไม่ได้เดินเครื่องอยู่

          หลังเกิดเหตุไฟฟ้าดับในรัฐออสเตรเลียใต้ ทาง AEMO ได้สั่งให้โรงไฟฟ้าก๊าซ Pelican Point ทั้ง 2 โรงพร้อมเดินเครื่องตลอดเวลาเพื่อรักษาระบบไฟฟ้าของออสเตรเลียใต้ให้มั่นคง

20161219-A01-04

หนึ่งในเสาส่งที่ถูกโค่นล้มจากพายุรุนแรง จนส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับทั้งรัฐออสเตรเลียใต้ในท้ายที่สุด

          รายงานของ AEMO ยังได้กล่าวถึงข้อวิพากวิจารณ์ที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุไฟฟ้าดับ ในประเด็นสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของรัฐ ว่า “ปัจจุบัน ระบบไฟฟ้าประกอบด้วยโรงไฟฟ้าหลายแบบ ทั้งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานดั้งเดิม มีความยืดหยุ่นต่ำในการที่จะสั่งปรับเปลี่ยนการผลิตเมื่อเกิดเหตุขัดข้องรุนแรง”

          รายงานยังระบุว่า พบการเปลี่ยนแปลงแรงดันในระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีพายุ ทำให้ระบบมีการป้องกันตัวเองตามที่ถูกตั้งไว้ โดยได้บังคับปลดฟาร์มกังหันลม 9 ใน 13 แห่งของรัฐออสเตรเลียใต้ออกจากระบบ ทำให้สูญเสียกำลังผลิตไป 456 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังผลิตโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงดั้งเดิมที่มีอยู่ในระบบไฟฟ้าของออสเตรเลียใต้ก็มีน้อย จนเป็นเหตุให้ไฟฟ้าไม่พอใช้ และออสเตรเลียใต้ต้องจมอยู่ในความมืดในที่สุด

          AEMO จะออกรายงานเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งนี้ฉบับสุดท้ายในเดือนมีนาคม ปี 2560 โดยมุ่งหาคำตอบว่าออสเตรเลียใต้จะเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับหรือไม่ หากขณะนั้น ออสเตรเลียใต้มีโรงไฟฟ้าก๊าซ 500 เมกะวัตต์ เดินเครื่องอยู่ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน Northern Power ยังไม่ได้ถูกปิด

          นอกจากนั้นแล้ว AEMO ยังได้ออกรายงานอีกฉบับหนึ่งชื่อว่า “The National Transmission Network Development Plan” เพื่อหาวิธีรักษาความมั่นคงระบบส่งไฟฟ้าของออสเตรเลีย โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า การติดตั้งสายส่งเชื่อมโยงระหว่างรัฐออสเตรเลียใต้และนิวเซาท์เวลส์ หรือวิคตอเรียเพิ่มอีก 1 สาย จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟดับทั้งรัฐออสเตรเลียแบบเมื่อเดือนกันยายนอีกได้

          ซึ่งนาย Tom Koutsantonis รัฐมนตรีคลังของรัฐออสเตรเลียใต้ กล่าวถึงโครงการก่อสร้างสายส่งเชื่อมระหว่างออสเตรเลียใต้และนิวเซาท์เวลส์ว่า เป็นโครงการที่เสนอตั้งแต่ช่วงปี 2533 แต่ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลพรรคลิเบอรัลในขณะนั้น ว่า

          “เมื่อรัฐบาลชุดนั้นได้แปรรูปองค์กร ETSA – Electricity Trust of South Australia เป็นเอกชน ได้ยกเลิกการสร้างสายส่งเชื่อมกับรัฐนิวเซาท์เวลส์ ที่หากก่อสร้างในตอนนั้นจะใช้เงิน 90 ล้านเหรียญออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันต้องใช้เงินกว่า 1 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย”

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ที่มา http://mobile.abc.net.au/news/2016-12-12/renewable-energy-mix-played-role-in-sa-blackout/8111184?pfmredir=sm