20170310 ART01 15

          เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก ซึ่งไออีเอ (IEA- International Energy Agency) หรือองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ พยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า 20 ปีข้างหน้า จะขยายตัวร้อยละ 80 หรือมากกว่าเดิม 3 เท่าตัว เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในระดับสูงเฉลี่ยร้อยละ 4 - 6 ต่อปี

          ภาพรวมการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน อาเซียนใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลักร้อยละ 32 มีกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินรวมกันกว่า 47,000 เมกะวัตต์ IEA ยังคาดการณ์ด้วยว่า ในปี 2578 สัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 หรือมีกำลังผลิต 261,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากความต้องการแหล่งพลังงานที่มีความมั่นคง และราคาไม่แพง มาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความต้องการไฟฟ้าของประชากรกว่า 600 ล้านคน ที่ส่วนใหญ่ยังยากจนหรือมีรายได้น้อย

          แต่ขณะเดียวกัน สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของอาเซียน ก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เป็นร้อยละ 22

20170310-ART01-01

สถานการณ์และทิศทางการผลิตไฟฟ้า

          เมื่อดูแนวทางการใช้พลังงานผลิตไฟฟ้าเป็นรายประเทศ จะพบว่า ประเทศสิงค์โปร์และบูรไน ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ส่วนลาวและพม่าพึ่งพาพลังน้ำ สปป. ลาว ยังมีการผลิตไฟฟ้าจากลิกไนต์จากโรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา แต่เกือบทั้งหมดขายให้แก่ประเทศไทย

          สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของไทยในอาเซียนที่มีความชัดเจนในการนำถ่านหินมาผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก ในอนาคต มี 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา

          โดยสรุป คือ

มาเลเซีย

          ข้อมูลในปี 2558 มาเลเซียมีกำลังผลิตไฟฟ้า 26,522 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่หรือราว 22,000 เมกะวัตต์ เป็นกำลังผลิตที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมาเลเซีย ที่เหลืออยู่ในรัฐซาบาร์ และรัฐซาราวัค ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ในคาบสมุทรมาเลเซียในปี 2559 เกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ 17,788 เมกะวัตต์

20170310-ART01-02

          สำหรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ในปี 2558 มาจากก๊าซธรรมชาติร้อยละ 46 และถ่านหินร้อยละ 41

 

20170310-ART01-03

          การไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) คาดการณ์ว่า ความต้องการไฟฟ้าของประเทศจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4 – 5 ต่อปี ซึ่งมาเลเซียได้วางแผนและอยู่ระหว่างสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติม ทั้งในคาบสมุทรมาเลเซีย และรัฐซาราวัค รวมราว 4,600 เมกะวัตต์ ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้าในระหว่างปี 2560 - 2566

 

แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต

คาบสมุทรมาเลเซีย

20170310-ART01-04

 

รัฐซาราวัค

20170310-ART01-05

 

20170310-ART01-06

อินโดนีเซีย

          อินโดนีเซียมีกำลังการผลิตไฟฟ้า ราว 54,500 เมกวัตต์ มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากที่สุดร้อยละ 53 รองลงมาเป็นก๊าซร้อยละ 24 น้ำมันร้อยละ 11 และพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 12 ปัจจุบัน ชาวอินโดนีเซีย ที่มีประชากรอันดับ 1 ของอาเซียน ยังมีการใช้ไฟฟ้าจากระบบเพียงร้อยละ 88.3 หรือเป็นเป็นอันดับ 6

          แผนพัฒนากำลังผลิตของอินโดนีเซีย 10 ปี (PLN Issues 10-Year Electricity Supply Business Plan) จะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นระหว่างปี 2559 – 2568 รวม 35,000 เมกะวัตต์ เพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่ม ร้อยละ 8.7 ต่อปี โดยกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าใหม่มากกว่าครึ่งจะมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 19,800 เมกะวัตต์

20170310-ART01-07

ตัวอย่างของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยี Ultra Supercritical ที่จะก่อสร้างในเกาะชวา

 

ประเทศฟิลิปปินส์

          มีกำลังผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน 21,423 เมกะวัตต์ (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559) โดยมีระบบไฟฟ้าเป็น 3 ระบบตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ คือ หมู่เกาะลูซอน หมู่เกาะมินดาเนา และหมู่เกาะวิสายาส์ มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินร้อยละ 46 ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 24 น้ำมันร้อยละ 6 และพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 24 ส่วนใหญ่เป็นความร้อนใต้พิภพร้อยละ 14 พลังน้ำร้อยละ 7 พลังลม แดด และชีวมวล อย่างละร้อยละ 1

20170310-ART01-08

ที่มา : https://www.doe.gov.ph/electric-power/january-june-2016-power-situation-highlights

          เพื่อหลีกเลี่ยงประสบการณ์ไฟฟ้าขาดแคลนอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับในช่วง 10 ปีกว่าที่ผ่านมา แนวทางการผลิตไฟฟ้าในอนาคต ตามแผนพลังงาน(The 2012-2030 Philippine Energy Plan - PEP) ของกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ คาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าในปี 2573 จะเพิ่มขึ้นเป็น 30,189 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มจากปัจจุบันอีกราว 10,000 เมกะวัตต์ โดยสัดส่วนการผลิตจะมาจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน อย่างละเท่าๆ กัน ราวร้อยละ 30 และจากน้ำมันราวร้อยละ 10

20170310-ART01-09

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคตในลูซอน

 

ประเทศเวียดนาม

          มีโรงไฟฟ้ากำลังการผลิตติดตั้ง (ณ ตุลาคม 2559) 38,676 เมกะวัตต์ สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าฟ้าจากถ่านหินร้อยละ 37 พลังน้ำร้อยละ 36 และก๊าซธรรมชาติร้อยละ 26

20170310-ART01-10

          เมื่อเดือนมีนาคม 2559 ที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ปรับปรุงแผนพลังงาน 2011 – 2020 revised ประเมินความต้องการไฟฟ้าในช่วงปี 2559 – 2563 จะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 11 ต่อปี หลังจากนั้นจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7 – 8 จนถึงปี 2573 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 รัฐบาลเวียดนามประกาศยุติโครงการนิวเคลียร์ขนาด 4,000 เมกะวัตต์ หันมาพัฒนาพลังงานถ่านหินและก๊าซธรรมชาติแทน โดยคาดว่าในปี 2573 จะมีสัดส่วนการผลิตจากถ่านหินร้อยละ 53 หรือมีกำลังผลิตเพิ่มจากปัจจุบันอีก 3 เท่าตัว เป็นราว 40,000 เมกะวัตต์ และใช้พลังงงานหมุนเวียนเพิ่มจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 11

20170310 ART01 14

ที่มา : Vietnam Power Development Plan for the period 2011 – 2020 revised march 2016

กัมพูชา

          ในอดีตกัมพูชาพึ่งพาพลังน้ำเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งทำให้ต้องมีการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ไทย และลาว ในช่วงฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม กัมพูชานำเข้าไฟฟ้าลดลง หลังจากที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากขึ้น ปัจจุบัน กัมพูชาใช้พลังน้ำควบคู่ไปกับการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าด้วยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้าราว 1,658 เมกะวัตต์(ข้อมูลปี 2558) โดยสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากจากถ่านหินและพลังน้ำในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือราวร้อยละ 48

20170310-ART01-11

ที่มา : http://eac.gov.kh/wp-content/uploads/2016/10/Annual-Report-2015-English.pdf

          การไฟฟ้ากัมพูชา(ELECTRICITY AUTHORITY OF CAMBODIA) รายงานว่า จนถึงปี 2563 กัมพูชาจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3,576 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 935 เมกะวัตต์ ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ 400 เมกะวัตต์ ที่เหลืออีกราว 2,000 เมกะวัตต์เป็นพลังน้ำ

20170310-ART01-12

สรุป

          ถ่านหิน จะเป็นพลังงานหลักของชาวอาเซียนในช่วง 2 ทศวรรษข้างหน้า พร้อมๆ กับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยสิ่งที่ทุกประเทศอาเซียนให้ความสำคัญ ไม่เพียงแต่การสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม โดยทุกประเทศยืนยันการใช้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าที่ดีที่สุดในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน